ดร.สายประสิทธ์ จำเลยคดี บอส อยู่วิทยา เปิดใจ ศาลยกฟ้อง เผยเทคนิควัดมุมกล้องใกล้เคียงความเร็วจริง
วันที่ 5 สิงหาคม ที่โรงเเรม ที.เค.พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น ถนนเเจ้งวัฒนะ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ จัดสัมมนาเชิงวิชาการการวัดและการทดสอบสำหรับ อุตสาหกรรมยานยนต์ ในหัวข้อ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเซนเซอร์และส่วนติดต่อระหว่าง มนุษย์กับเครื่องจักรในระบบช่วยขับขี่ขั้นสูง (ADAS) โดย ภาคีเครือข่าย ASEAN NCAP และ มีการเชิญรศ.ดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม นักวิชาการอิสระด้านความปลอดภัยยานยนต์ ซึ่งเป็น 1 ในจำเลยในคดีเปลี่ยนเเปลงความเร็วรถที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯกลางมีคำพิพากษายกฟ้อง เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา
โดยภายหลังบรรยายในช่วงตอบคำถาม รศ.ดร.สายประสิทธิ์ ได้ตอบคำถามจากผู้ซักถามพร้อมเปิดภาพสไลด์โชว์ถึงการคำนวนความเร็วจนศาลมีคำพิพากษายกฟ้องว่า
คลิปวิดีโอนี้เป็นคลิปวิดีโอที่ผมได้ใช้ในการวิเคราะห์ ซึ่งจะเห็นได้ว่ารถมอเตอร์ไซค์และรถเฟอร์รารี่ ผ่านมา จะเห็นได้ว่าคลิปค่อนข้างสโลว์ เเละพอเอาคลิปมาคำนวณ และเช็คเรื่องเวลากับ Timestamp ซึ่งมันจะสามารถแยกเป็นเฟรมได้ แต่เนื่องจากว่ากล้องที่ถ่ายจากมอนิเตอร์เป็นกล้องมือถือ ผมดูก็รู้แล้วว่ามันเป็นเส้นเอียงเป็นเส้นเฉียงที่เกิดขึ้น

ก็มาวิเคราะห์ว่าจะคำนวณยังไง จากภาพจะเห็นมุมกล้อง เเละรถ เคลื่อนที่ผ่านเสาไฟฟ้า ต้นไม้ จะเห็นจากวิดีโอว่ารถคันนี้ขับผ่านมันเเสงมันจ้ามาก และกรณีนี้มันเห็นเพียงมุมกล้องเดียวที่ทำให้สามารถนำมาวิเคราะห์ได้ใกล้เคียง พอมาวิเคราะห์ทางทฤษฎีมุมกล้องนี้ จากภาพการหาความเร็วคือระยะทางหารด้วยเวลา
ตำแหน่ง A เคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง ระยะทางกับเวลาเพราะฉะนั้นระยะทาง จริงๆแล้วถ้ามุมกล้องลักษณะนี้มันก็คือระยะA-D + A-C จะเห็นว่าเป็นมุมกล้องนึง แต่ถ้ามุมกล้องนึงจากภาพจะเห็นว่าAกับB และA-Dใกล้เคียงกัน BกับCค่อนข้างเป็นศูนย์
การหาระยะทางก็คือจากจุดนี้เคลื่อนที่ไปซึ่งAกับBตัวนี้ตนใช้เส้นทะแยงมุม BกับCเป็นศูนย์ แต่ถ้าใช้มุมกล้องในลักษณะนี้ จะมีระยะDกับCเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นคิดว่ามุมกล้อง จากประสบการณ์ในลักษณะนี้ มุมกล้องที่ผมเห็นระยะBกับC น้อยมาก ก็เลยใช้เส้นทะแยงมุมอย่างเดียว พอมาวิเคราะห์ขึ้นมาก็ดูเวลา
แต่ถ้าเทียบกับคนอื่นที่เขาวิเคราะห์มาไปวัดระยะทาง 31 เมตร ไปวัดระยะทางที่ใกล้กับเกาะกลางถนน พอไปวัดระยะทางที่ใกล้กับเกาะกลางถนน มุมกล้องที่เกิดขึ้นระยะทางจากภาพมันต้องเป็นเส้นสีเขียว แต่ตัวนี้เขาไปวัดที่ตำแหน่งเส้นAสีแดง ใกล้กับฟุตบาทจะเห็นว่าเป็นมุมกล้องถ้าไปวัดใกล้กับเกาะกลางถนน ระยะทางมันก็มากขึ้น
จริงๆแล้วมันต้องวัดจากตูดซ้าย จากภาพเราจะเห็นตูดซ้ายเค้าบอกว่าวัดระยะทาง เข้าวัดจากตูดซ้ายของรถสัมผัสกับเสาไฟฟ้า เคลื่อนที่จนตูดซ้ายหลุดพ้นเขาวัดระยะทางได้ 31 เมตร แต่จริงๆแล้วไปวัดเส้นA เส้นสีแดงซึ่งความจริงแล้วต้องวัดเส้นสีเขียว

แต่ด้วยเหตุการณ์ที่ผ่านมาที่เขาขอความอนุเคราะห์ให้ช่วยวัดความเร็ว ก็ไม่สามารถไปวัดได้เพราะถ้าไปวัดตนจะไปวัดมุมกล้อง เพื่อเอามาใช้ในการวัดระยะB-Cว่าเท่าไหร่ ถ้าระยะB-C รู้มุมกล้อง ก็จะทำให้รู้ระยะทางและคำนวณได้แม่นขึ้น
แต่เคสของตนใช้เส้นทะแยงมุม นิยามของความเร็วคือจุดใดจุดหนึ่งเคลื่อนที่ในทิศทางของเวกเตอร์ ก็คือหัวมุมขวารถเคลื่อนที่ไปในทิศทาง หกกำหนดให้ระยะเท่ากับขนาดA-B จะเห็นได้ว่าเป็นเส้นทะแยงมุม อันนี้ผมพอคำนวณได้ว่าจะรู้ได้ว่าความเร็วถูกต้อง
ก็มีคนถามตนว่า อาจารย์ช่วยเช็คหน่อยได้หรือไม่ว่าจะมีรถสองคันชนกัน ที่ตำแหน่งไหน ตนรู้ความเร็วของ รถมอเตอร์ไซต์เเละ Ferrari พอรู้ว่าจะชนตำแหน่งใดก็สามารถคำนวณได้เพราะ รถมอเตอร์ไซต์ห่างจากรถ Ferrari เวลา 6.4 วินาที และหลังจากนั้นตัวระยะเวลาT2ของรถมอเตอร์ไซค์และT2ของรถ Ferrari มันคำนวณได้จากหลักการทั่วไป สุดท้ายผมก็หาระยะ ทางได้ประมาณ 76.17 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งใกล้เคียงกับหลักฐานที่เขาเอามาให้ดูให้ และอีกทางหนึ่งที่ทำให้ผมคิดว่าความเร็วไม่น่า ถึง 177 คือจากมาตรฐานกระจก
ซึ่งรถทุกคันมีมาตรฐานมอก. เนื่องจากผู้เสียชีวิตศรีษะกระแทกกระจกแต่ไม่ทะลุ ความเร็วก็ใกล้เคียงกับมาตรฐานที่เขามีการปล่อยให้ตกที่ความสูง 4 เมตร ความเร็วกระแทกกระจกที่ปริมาณ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพราะฉะนั้นเคสนี้ความแตกต่างระหว่างศีรษะกระแทกกระจก เเต่ไม่ทะลุผ่านกระจกความเร็ว จึงไม่น่าถึง 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้ผมคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะตนรู้ว่ากระจกหน้ามันแตกแต่มันไม่ทะลุ อันนี้เป็นเกณฑ์ที่เอามาวิเคราะห์
สุดท้ายข้อที่ผมชนะคดีก็คือมีผู้เชี่ยวชาญคือดร.เฮอร์แมน สเตฟานส์ (Dr.Hermann Steffan) มาเบิกความซึ่งดร.เฮอร์แมน ได้ทดสอบจริง โดยนำรถ เฟอร์รารี่ ไปชนกับมอเตอร์ไซค์ที่ 76 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กระแทกที่ศีรษะใกล้เคียงตำแหน่งยุบ ความเสียหาย ใกล้เคียงกัน
ดร.เฮอร์แมน เป็นผู้เชี่ยวชาญจากยุโรปผ่านการทดสอบระดับโลก มาทดสอบให้เห็นเลยว่าความเร็วรถเท่าไหร่ ซึ่งเขาทดสอบมาหลายมุม มีการเซ็ตอัพเงื่อนไขก่อนที่จะเก็บข้อมูล และมาเซ็ตรูปแบบของการทดสอบ เเละใช้รถที่ใกล้เคียงกัน เเละก็มีการใช้ซอฟต์แวร์วิเคราะห์ โดยใช้กล้องได้ความเร็วประมาณ 70 กว่าใกล้เคียงกันกับของตน
“เชื่อว่าที่เขาไปวัดระยะทางที่เป็นข่าว 31 เมตรที่เส้นสีเขียวไปวัดระยะทาง31เมตร ตนก็เอาคลิปวิดีโอนั้นเอารถมาต่อกันคันที่1-4 ก็ได้ประมาณ20เมตรเอง ให้5คัน เลยมันก็ไม่เกิน 25 เมตร แต่เขาไปวัดระยะทางมันไกลกว่าปกติ แต่ที่ไปวัดออกในสำนวนคือ 31 เมตร มันไม่ใช่“ รศ.ดร.สายประสิทธิ์ ระบุ
โดยภายหลังบรรยาย รศ.ดร.สายประสิทธิ์ ยังกล่าวถึงคดีความในชั้นอุทธรณ์ว่า ยังไม่ได้ทราบรายละเอียดว่าทางอัยการยื่นอุทธรณ์หรือไม่ แต่ทราบว่าทางอัยการมีการขอขยายเวลาอุทธรณ์มา2-3ครั้ง หลายเดือนแล้วก็ไม่รู้เลยว่า อัยการขอขยายถึงไหน
ตรงนี้หากอัยการยื่นอุทธรณ์ขึ้นมาวิตกหรือไม่นั้นก็ต้องบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของดุลพินิจ เเต่ที่เราไปพิสูจน์ในศาลชั้นต้น มันเป็นข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ มีทั้งผลการวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ ทั้งการคำนวณ, การใช้โปรแกรม ,การทดสอบทั้งหมดสอดล้องกับการคำนวณที่ตนได้คำนวณไป ว่าความเร็วไม่เกิน80 กิโลเมตร ตรงนี้ทำให้ตนมั่นใจ ในแง่ที่ว่าเราก็ให้ข้อมูลเชิงข้อเท็จจริงในชั้นศาล ว่ากระบวนการทดสอบ เราทำอย่างไร
และเรื่องมีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาทำการทดสอบ พร้อมกับหลักฐานประกอบด้วยว่าความเร็วที่แท้จริง เป็นอย่างไรจนเป็นหลักฐานในเชิงประจักษ์ประกอบกับช่วงเกิดอุบัติเหตุ การยุบตัวตำแหน่งศรีษะกระแทกต่างๆมันสอดคล้องว่าความเร็วไม่เกิน80ซึ่งใกล้เคียงกับความเร็วที่ผมทำการคำนวณมา
“หัวใจสำคัญในการคำนวนครั้งนี้คือ เราใช้การคำนวณจากมุมกล้อง โดยใช้เทคนิคถอดเป็นเฟรม time stamp เเละมีการเอาค่า frame rate มาคำนวณด้วย
ทำให้การคำนวณมันจะมีความแม่นยำและเท่ากับ การวัดพื้นที่จริงของเจ้าหน้าที่พิสูจน์ตอนเก็บหลักฐาน จะเห็นได้ว่ากาาคำนวณจากมุมกล้องและความเร็วของโปรแกรมแบบละเอียด มันมีความแม่นยำและยังเท่ากับการเทสชนจริงจากศาสตราจารย์ระดับโลก เมื่ออ้างอิงผลการคำนวณและตัวแปรทั้งหมดสรุปตรงกันว่าไม่เกิน 80 เเละดีกว่าการเอาโปรแกรมธรรมดามาคำนวณคลิปวีดีโอการเคลื่อนที่ของรถยนต์ มันคำนวณไม่ได้เพราะไฟล์มันไม่มีคุณภาพมันไม่ตรงความเร็วมันคลาดเคลื่อนไปเปิดดูและจับเวลาก็ได้”รศ.ดร.สายประสิทธิ์ ระบุ
ถ้าในวงการความปลอดภัยยานยนต์ ดร.เฮอร์แมน สเตฟานส์ ที่มาเบิกความ เป็นบุคคลที่มีโปรไฟล์ระดับโลก เป็นผู้เชี่ยวชาญการย้อนรอยอุบัติเหตุยานยนต์ที่ได้รับการรับรองจากศาลหลักของประเทศออสเตรีย เป็นผู้คิดและพัฒนาชอฟต์แวร์ PC-CRASH ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์จำลองการเกิดอุบัติเหตุมา และเป็นซอฟต์แวร์ที่เป็นที่นิยมใช้มากที่สุดในโลก มีประเทศที่ใช้ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีน และสหภาพยุโรป
ทุกคนรู้จักหมด ซึ่งดร.เฮอร์แมน เบิกความในแง่ของกระบวนการ เเละในแง่ของข้อมูลเชิงเทคนิก ซึ่งได้อธิบายให้ศาลฟังว่าเป็นอย่างไร
ศาลยังถามเลยถึงประสบการณ์ ประวัติการทำงานของดร.เฮอร์แมน เเละผลการทดลองออกมาสอดคล้องกับองค์ประกอบต่างๆ เข้ากับพยานหลักฐาน และมีการทดลองชนจริงตามความเร็ว แล้วก็ตำแหน่งการยุบตัวของรถตำแหน่งศรีษะกระแทกระยะใกล้เคียงกับรถคันที่เกิดอุบัติเหตุ อันนี้ศาลเลยเชื่อวิธีการเชิงประจักษ์ รวมถึง ก่อนหน้าแกก็ใช้ตัวซอฟแวร์วิเคราะห์แล้วก็คำนวณจากกล้องวงจรปิดด้วยซึ่งก็สอดคล้องกันหมด

