ตำรวจบุกทลายขบวนการ ‘รถแฝด’ กรุงเทพฯและปริมณฑล ยึดรถหรู 4 คัน สวมทะเบียนเดียวกัน เชื่อคนปลอมแปลงเป็นคนเดียวกัน
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่29 สิงหาคม ที่ บก.สส.บช.น. พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น พร้อมด้วย พ.ต.ท.ภัทร บุญอารักษ สว.กก.สืบสวน 4 บก.สส.บข.น., พ.ต.ท.วรุม์ ค่าหล้า สว.กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ, พ.ต.ต.วรัณธรณ์ ภิราษร, พ.ต.ต.โสรชาติ ดาวเรือง สว.กก.สืบสวน 2 บก.สส.บช.น. และเจ้าหน้าที่ ตํารวจ บก.สส.บช.น แถลงผลการตรวจยึดรถยึดรถ TOYOTA รุ่น VELLFIRE 4 คัน ติดทะเบียนเดียวกัน เร่งขยายผลตรวจหาผู้ปลอมทะเบียน
พล.ต.ต.โชติวัฒน์เปิดเผยว่า การจับกุมในครั้งนี้สืบเนื่องจากตำรวจชุดสืบนคนบาลได้รับแจ้งจากพลเมืองดีผ่านเพจเฟซบุ๊ก สืบนครบาล IDMB ว่ามีการลักลอบสวมทะเบียนรถยนต์โดยใช้หมายเลขทะเบียนเดียวกันจำนวนหลายคัน โดยทะเบียนที่พบความผิดปกติคือ TOYOTA VELLFIRE สีดำ หมายเลขทะเบียน 3กล 5005 กรุงเทพมหานคร

จากการสืบสวนเบื้องต้นพบว่า มีรถยนต์หรูที่ใช้ทะเบียนเดียวกันวิ่งอยู่บนท้องถนนถึง 4 คัน ซึ่งเป็นการกระทำที่เข้าข่ายนำรถที่ได้มาโดยผิดกฎหมาย หรือยังไม่ผ่านการเสียภาษีที่ถูกต้อง มาสวมทะเบียน เพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่ารถเหล่านั้นถูกต้องตามกฎหมาย
เจ้าหน้าที่จึงได้ขอหมายค้นจากศาลอาญา ก่อนนำกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่สรรพสามิต เข้าตรวจค้นเป้าหมาย 4 จุดสำคัญ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 และสามารถยึดรถยนต์ต้องสงสัยได้ทั้งหมด 4 คัน โดยรายละเอียดแต่ละคันมีดังนี้
1.บริษัทแห่งหนึ่งในซอยลาดพร้าว 64 เขตวังทองหลาง กทม. ตรวจยึดรถจาก MR.WANG อ้างว่าเพื่อนนำรถมาให้ใช้ และตนซื้อต่อผ่านแอพพ์ TikTok ราคา 500,000 บาท
2.บริษัทแห่งหนึ่งในเขตบางนา กทม. ยึดรถจากนางณิฐรดา ให้การว่านายอาร์มติดหนี้เงิน 200,000 บาท จึงนำรถมาจอดไว้เป็นหลักประกัน

3.ลานจอดรถย่านบางคูวัด อ.เมือง จ.ปทุมธานี ยึดรถจากนายพิริยะพงศ์ ให้การว่าประมูลได้มาจากบริษัทเอกชน ในราคา 1,340,000 บาท
4.บ้านพักแห่งหนึ่งใน จ.สมุทรสงคราม ตรวจยึดจากนายชัยสิทธิ์ อ้างว่าใช้รถคันนี้เป็นครั้งคราว เพราะที่บ้านมีรถหลายคัน และเป็นผู้ต่อภาษี-ประกันภัยด้วยตนเอง
ซึ่งทั้ง 4 คัน นอกจากจะมีเลขแผ่นป้ายทะเบียนเดียวกันแล้ว ยังมีเลขเครื่องยนต์และเลขตัวถังเหมือนกันอีกด้วย ตอนนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนขยายผลว่าใครเป็นผู้ปลอมแปลง ถึงแม้ว่ารถต้อง 4 คันจะมาจากคนละจุด แต่ตำรวจค่อนข้างเชื่อว่าผู้ที่ปลอมแปลงน่าจะเป็นคนเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อคำให้การของผู้ครอบครองรถแต่ละราย จึงได้ส่งรถทั้งหมดให้กองพิสูจน์หลักฐาน พร้อมประสานกรมการขนส่งทางบกเข้าตรวจสอบอย่างละเอียด ก่อนดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องตามกฎหมายต่อไป


