พอล แชมเบอร์ส ส่งทนายยื่นฟ้องกลับตำรวจ ออกคำสั่งเพิกถอนวีซ่าไม่ชอบ เรียกค่าเสียหายกว่า 3.6 ล้าน
จากกรณีสำนักงานอัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้องคดี ดร.พอล แชมเบอร์ส นักวิชาการสัญชาติอเมริกันและอดีตอาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ผู้ถูกกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากกรณีมีข้อความประชาสัมพันธ์งานเสวนาทางวิชาการปรากฏในเว็บไซต์ของ ISEAS-Yusof Ishak Institute ประเทศสิงคโปร์ ทำให้คดีสิ้นสุดลง ต่อมา ดร.พอลเดินทางกลับสหรัฐอเมริกาแล้วนั้น
เมื่อวันที่ 4 กันยายน ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า ทีมทนายความรับมอบอำนาจจาก ดร.พอลเดินทางไปที่ศาลปกครองกลาง เพื่อยื่นฟ้องผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, คณะกรรมการพิจารณาคนเข้าเมือง และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-4 กรณีทำให้ได้รับความเสียหายจากคำสั่งเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว (เพิกถอนวีซ่า) ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
การฟ้องคดีนี้ในครั้งนี้ ดร.พอลได้ขอให้ศาลปกครองเพิกถอนคำสั่งเพิกถอนวีซ่า ตามหนังสือตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดพิษณุโลก ลงวันที่ 9 เม.ย. และ 17 เม.ย.2568 และเรียกให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จากความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งกับตนและผลกระทบต่อเสรีภาพทางวิชาการ รวมเป็นจำนวนมากกว่า 3.6 ล้านบาท
ศูนย์ทนายความฯสรุปเนื้อหาการฟ้อง ที่ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการออกคำสั่งเพิกถอนวีซ่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย 7 ประการสำคัญ ประกอบด้วย
1.การเพิกถอนไม่มีเหตุหรือข้อเท็จจริงอันมีลักษณะต้องห้ามเข้ามาในราชอาณาจักร ตามมาตรา 12 (7) แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และไม่มีพฤติการณ์ที่สมควรเพิกถอนวีซ่า ตามมาตรา 36 ของ พ.ร.บ.ดังกล่าว
2.การออกคำสั่งเพิกถอนวีซ่า ตามหนังสือแจ้งการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ลงวันที่ 9 เม.ย.2568 เป็นการออกคำสั่งให้กระทำ โดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
3.การแจ้งคำสั่งฉบับวันที่ 17 เม.ย.2568 เพื่อแก้ไขคำสั่งฉบับวันที่ 9 เม.ย.2568 ไม่ถือเป็นการแก้ไขคำสั่งทางปกครองที่มีข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือผิดหลงเล็กน้อย และเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
4.การแจ้งเพิกถอนวีซ่าตามหนังสือลงวันที่ 17 เม.ย.2568 ไม่กระทำตามแบบ ตม.83 อันเป็นเงื่อนไขสาระสำคัญที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย
5.คำสั่งเพิกถอนวีซ่าเป็นคำสั่งทางปกครองที่มิได้เปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดีในฐานะคู่กรณีได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ และมีโอกาสโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนก่อน
6.การออกคำสั่งเพิกถอนวีซ่ามิได้ให้เหตุผลข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจที่ชัดแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีรับทราบอย่างเพียงพอ ไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน และวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กฎหมายกำหนดไว้
7.คณะกรรมการพิจารณาคนเข้าเมืองละเลยล่าช้าต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติต่อการพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี
หรือ คลิก เพื่ออ่านเนื้อหาการฟ้องโดยละเอียด โดยศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

