ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกคำร้อง สยาม ธีรวุฒิ ยังไม่หายสาบสูญ เชื่อได้ว่าอาจหนีคดีอยู่ ด้านครอบครัวจ่อยื่นฎีกา หวังจัดการทรัพย์สิน
เมื่อวันที่ 10 กันยายน มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เปิดเผยความคืบหน้ากรณีศาลอุทธรณ์ภาค 7 นัดฟังคำสั่งที่ครอบครัวของ สยาม ธีรวุฒิ ผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่หายสาบสูญในประเทศเวียดนาม ยื่นคำร้องให้ศาลมีคำสั่งให้สยามเป็นบุคคลสาบสูญ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 61 ทั้งนี้ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกคำร้อง ด้วยเห็นว่าพยานหลักฐานของผู้ร้องเท่าที่นำสืบมายังรับฟังไม่ได้เป็นที่แน่นอนว่าสยามเป็นบุคคลสาบสูญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 61 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ผู้ร้องฟังไม่ขึ้น
มูลนิธิผสานวัฒนธรรมระบุว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกคำร้อง กรณีครอบครัวของ สยาม ธีรวุฒิ ผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่หายสาบสูญในประเทศเวียดนาม ยื่นคำร้องให้ศาลมีคำสั่งให้สยามเป็นบุคคลสาบสูญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 61 เนื่องจากสยามยังมีหมายจับ และมีความเป็นไปได้ว่าสยามอาจกำลังหลบหนีและไม่ติดต่อผู้ใด รวมทั้งไม่ต้องการให้ใครทราบที่อยู่ เพื่อความปลอดภัยจนกว่าจะหมดอายุความ อย่างไรก็ตาม ครอบครัวผู้ร้องยังไม่เห็นพ้องกับศาล และจะดำเนินการยื่นฎีกาต่อไป
ในการนัดฟังคำสั่งวันนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 61 นั้น ต้องพิจารณาเหตุผลและสภาพแวดล้อมความจำเป็นของบุคคลนั้นด้วย ซึ่งตามสำเนารายงานประจำวันแจ้งเป็นหลักฐานเอกสารหมาย ร.6 ที่ผู้ร้องไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่า ไม่สามารถติดต่อนายสยามได้ตั้งแต่เมื่อเดือนกันยายน 2557 ในเบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้ทำการตรวจสอบหมายจับในระบบความแล้วพบว่านายสยามมีหมายจับของกองปราบปี 2562 จำนวน 2 หมาย ซึ่งตามปกติบุคคลที่ถูกออกหมายจับมักจะไม่เข้าสู่ระบบตามกระบวนการยุติธรรม โดยอาจหลบหนี และไม่ต้องการให้ผู้ใดทราบที่อยู่ เพื่อความปลอดภัย จนกว่าคดีจะหมดอายุความ
ในขณะที่ผู้ร้องอุทธรณ์ยืนยันชัดเจนว่า นายสยามไปจากภูมิลำเนาตั้งแต่ปี 2557 และต่อมาผู้ร้องไม่สามารถติดต่อนายสยามได้เลย ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา จนกระทั่งปัจจุบันเป็นเวลากว่า 5 ปี โดยระยะเวลาที่นายสยามหายตัวไป ผู้ร้องมีความพยายามตามหาและเรียกร้องต่อหน่วยงานรัฐ กระทรวงยุติธรรม กองปราบปราม และกรมสอบสวนคดีพิเศษมาโดยตลอด เพื่อติตตามตัวของบุตรชาย แต่ก็ยังไม่ทราบชะตากรรม และไม่มีผู้ใดสามารถติดต่อได้เลย
ส่งผลให้การจัดการทรัพย์สิน เงินในบัญชีธนาคารไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ ผู้ร้องจึงมีความจำเป็นที่จะมายื่นคำร้องต่อศาลขอให้สั่งให้นายสยามเป็นบุคคลสาบสูญ เพื่อนำคำสั่งดังกล่าวไปจัดการเรื่องทางแพ่งของนายสยามต่อไป
แต่ศาลอุทธรณ์กลับเห็นว่า พยานหลักฐานของผู้ร้องเท่าที่นำสืบมายังรับฟังไม่ได้เป็นที่แน่นอนว่าสยามเป็นบุคคลสาบสูญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 61 ศาลอุทธรณ์ภาคเจ็ดเห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ผู้ร้องฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษาให้ยกคำร้อง
กัญญา ธีรวุฒิ มารดาของสยามกล่าวว่า การยื่นครั้งนี้เป็นเพียงเพื่อการจัดการเรื่องทางแพ่งของสยามเท่านั้น เพราะบัญชีที่ไม่ได้เคลื่อนไหว 5-6 ปีที่ผ่านมา อาจถูกอายัดหรือมีปัญหา อีกทั้งถ้าไม่มีคำสั่งศาลเราก็ไปจัดการเรื่องบัญชีไม่ได้
ขณะเดียวกัน กัญญา ตั้งคำถามถึงผู้สูญหายรายอื่นๆ เช่น ชูชีพ ชีวะสุทธิ์ และสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ที่มีหมายจับเช่นเดียวกับสยาม แต่กลับได้รับคำสั่งให้เป็นบุคคลสาบสูญ และเหตุใดศาลจึงตีความแต่ละกรณีแตกต่างกัน
“ถ้าไม่สาบสูญจริง คุณเอาตัวมาให้เราได้ไหม ถ้าเอาตัวมาให้เราได้ เราจะเชื่อว่าคนที่มีหมายจับนั้นยังอยู่ แต่ที่คนโดนหมายจับเขาก็ตัดสินให้สาบสูญไปหมดแล้ว แต่ทำไมของสยามถึงเป็นไปไม่ได้ ถ้าคุณคิดว่าอยู่จริง พาตัวมาให้เราพบได้ไหม เราจะได้ไม่ต้องมาดิ้นรนทำแบบนี้” กัญญากล่าว
ขณะที่ พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวว่า การยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งให้สยามเป็นบุคคลสูญหายมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ครอบครัวของสยามรับทราบว่าทรัพย์สินของสยามยังมีอยู่หรือไม่ ซึ่งจะช่วยให้ครอบครัวสามารถจัดการทรัพย์สินที่เหลืออยู่ของสยามได้
อย่างไรก็ตาม คำสั่งของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่เป็นไปในลักษณะที่ไม่เชื่อว่าสยามเป็นบุคคลสาบสูญเป็นเพียงการจัดการทางแพ่ง เนื่องจากยังมีหมายจับ และสยามอาจจะกำลังหลบหนีคดีอยู่ ส่งผลกระทบต่อจิตใจของญาติของบุคคลสูญหาย เพราะท่ามกลางภาวะที่ไม่มีความแน่นอนว่าสยามมีชะตากรรมอย่างไร คำสั่งศาลได้ตอกย้ำให้เกิดความรู้สึกเคว้งคว้าง อีกทั้งยังไม่มีหลักฐานยืนยันในคำสั่งศาลว่าสยามยังหนีอยู่
“การอ้างอิงอย่างไม่มีหลักฐานของศาลจังหวัดสมุทรสาคร ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ มีลักษณะที่ต้องตั้งคำถาม และการที่ศาลตั้งข้อสังเกตโดยไม่มีหลักฐานใดๆ ส่งผลกระทบต่อจิตใจของญาติ เราคิดว่าระบบตุลาการอาจยังไม่ได้เข้าใจเรื่องการยื่นขอให้เป็นบุคคลสาบสูญ เพื่อจัดการทางแพ่งและทัรพย์สินของผู้สาบสูญจริงๆหรือไม่ รวมถึงเรื่องผลกระทบทางด้านจิตใจและผลกระทบจากคำสั่งของตน ที่จะทำให้ผู้เสียหายจากการบังคับให้สูญหายได้รับการเยียวยาจากกระบวนการยุติธรรมในปัจจุบัน” พรเพ็ญกล่าว
พรเพ็ญยืนยันว่า มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจะยังคงให้ความช่วยเหลือในกรณีนี้ต่อไป ซึ่งอาจจะเป็นการยื่นอุทธรณ์หรือนำคำสั่งศาลดังกล่าวนี้ไปยืนยันกับหน่วยงานอื่นที่มีหน้าที่สืบสวนสอบสวนให้ได้ทราบชะตากรรมของสยาม ในบริบทของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 เนื่องจากขณะนี้ ฝ่ายยืนยันว่ายังไม่ทราบชะตากรรมของสยาม ดังนั้น หน่วยงานรัฐจึงยังมีหน้าที่ที่จะสืบสวนสอบสวนให้ทราบชะตากรรมและพฤติการณ์การหาย เพื่อให้เกิดการเยียวยาให้รู้ความจริง

