ธงทอง เห็นใจราชทัณฑ์ ยัน โทษอาญา ไม่ต้องเข้าคุกเสมอไป เผยยอด 3 แสนแน่นเรือนจำ
ธงทอง เก็บตกเน้นๆเล่าเกร็ด ‘อภัยโทษ‘ เห็นใจราชทัณฑ์ ปรับพฤตินิสัย ‘ผู้ต้องขัง’ เพียงลำพังเจาะปัญหา ขาดหน่วยงานดูแลหลังพ้นโทษ
เมื่อวันที่ 12 กันยายน ที่ร้านหับเผย@ริมน้ำนนท์ จังหวัดนนทบุรี กรมราชทัณฑ์ ร่วมกับ สำนักพิมพ์มติชน จัดเสวนา ‘110 ปี กรมราชทัณฑ์ จากยุคจารีตสู่ยุคศิวิไลซ์’ ในโอกาสเปิดตัวหนังสือ ‘ชำระประวัติศาสตร์ราชทัณฑ์’ และ ‘กรมราชทัณฑ์ใต้ร่มพระบารมี’
โดยมีวิทยากรได้แก่ นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์, ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ อดีตรองปลัดกระทรวงยุติธรรม , ผศ.ดร.ศรัญญู เทพสงเคราะห์ เจ้าของผลงาน ‘รัฐราชทัณฑ์’ ดำเนินรายการโดย นายกษิดิศ อนันทนาธร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ในตอนหนึ่ง ศ.พิเศษ ธงทอง กล่าวว่า ตนขอนับญาติกับเรือนจำบางขวาง เพราะผู้อำนวยการการก่อสร้างเรือนจำบางขวางในสมัยรัชกาลที่ 7 คือ เจ้าพระยามุขมนตรี (อวบ เปาโรหิตย์) ท่านมีพี่สาวหนึ่งซึ่งเป็นทวดของตน ดังนั้น จึงนับว่าตนเป็นญาติกับเรือนจำบางขวางกลายๆ อยู่เหมือนกัน

ศ.พิเศษ ธงทอง กล่าวต่อไปว่า ตนขอแนะนำตัวว่าเป็นนักกฎหมายด้วย ไม่ใช่นักประวัติศาสตร์เท่านั้น และยังเคยรับราชการอยู่ที่กระทรวงยุติธรรมถึง 7 ปี ในตำแหน่งรองปลัดกระทรวงฯ เพราะฉะนั้นเรื่องที่จะเล่าคือประสบการณ์ตรง
“แน่นอนว่าพระมหากรุณาธิคุณของเจ้านายที่มีต่อกิจการของราชทัณฑ์และนักโทษ หรือ ผู้ต้องขังนั้นมีมากมายจนเล่าไม่หมด ซึ่งส่วนใหญ่ก็อยู่ในหนังสือเล่ม ‘กรมราชทัณฑ์ใต้ร่มพระบารมี’ แล้ว แต่ผมก็จะเล่าเฉพาะเรื่องที่เก็บตกทางประวัติศาสตร์สัก 2-3 เรื่อง“ ศ.พิเศษ ธงทอง เผย
ศ.พิเศษ ธงทอง กล่าวต่อไปว่า เรื่องที่หนึ่ง คือ พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการอภัยโทษ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่มีภูมิหลังทางประวัติศาสตร์มาก และมีความหมายสำหรับนักโทษมาก
“ถ้าหากว่าเราพูดถึงความแออัดของเรือนจำ การที่นักโทษรู้สึกสิ้นหวัง หรือ ไม่สามารถมีโอกาสที่จะได้รับพระราชทานทานอภัยโทษ ผมคิดว่าการบริหารงานการของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะยากลำบากมาก หนหนึ่งผมเคยเป็นรองปลัดกระทรวงฯ ในสมัยที่ท่านพงศ์เทพ เทพกาญจนา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
ท่านบอกผมว่า พี่รู้ไหมว่าเวลานี้ผู้คุมขังนักโทษเราอาศัยนักโทษอยู่ คือ นักโทษมันเยอะเหลือเกินกว่าที่ผู้คุมจะบัญชาการอะไรได้ เขาให้เกียรติให้ความเกรงใจและไว้เนื้อเชื่อใจกันและกัน ต่างคนต่างปฏิบัติหน้าที่
เพราะฉะนั้น การได้รับพระราชทานอภัยโทษนั้น เป็นความหวังของผู้ต้องขังและนักโทษทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นการได้รับพระราชทานอภัยโทษแบบรายบุคคลก็ดี หรือ ตามโอกาสสำคัญทั้งหลาย เป็นการเกื้อกูลทำให้งานราชทัณฑ์ได้ และก็ทำให้ผู้ต้องขังมีความหวังในชีวิต เพราะไม่อย่างงั้นแล้วทุกคนคงอยู่แบบซังกะตายไป
เช่นบอกว่า 20 ปี ก็ 20 ปี ซึ่งมีผู้วิเคราะห์แล้วว่าผู้ต้องขังตลอดชีวิตเขามีโอกาสที่จะแหกจากที่ต้องขัง เพราะไม่เหลืออะไรแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องพระราชทานอภัยโทษจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ“ศ.พิเศษ ธงทองชี้
ศ.พิเศษ ธงทอง กล่าวอีกว่า ตอนที่ตนเป็นรองปลัดกระทรวงฯนั้น เรื่องพระราชทานอภัยโทษสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นการได้รับพระราชทานอภัยโทษเฉพาะราย ก็ต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องของกระทรวงยุติธรรม ที่ต้องถวายความเห็น ซึ่งราชทัณฑ์ก็เป็นคนที่ทำความเห็นเบื้องต้นมาให้เราก่อน ซึ่งงานมันก็สัมพันธ์กันหมด
ศ.พิเศษ ธงทอง กล่าวอีกว่า มีเรื่องแปลกอยู่เรื่องหนึ่ง คือ เราจะเคยเห็นกันว่าผู้ต้องขังได้รับพระราชทานอภัยโทษ ลดโทษก็มี ปล่อยตัวก็มี แต่มีกรณีที่แปลกอยู่คนหนึ่ง ในระหว่างที่ตนทำงานอยู่ คือ อยู่ในระหว่างรอการลงโทษ ซึ่งตัวไม่ได้มาติดนะ แต่ว่าในเหตุการณ์คราวนั้น มีส่วนงานราชการสำคัญแห่งหนึ่งมีการทะเลาะเบาะแว้งกันภายใน สุดท้ายแล้วก็มีการฟ้องร้องกัน กล่าวคือ ฟ้องเบอร์ 1 ของหน่วยงานนั้นๆ ซึ่งก็เป็นข้าราชการผู้ใหญ่มาก ศาลตัดสินลงโทษจำคุกแต่ให้รอการลงโทษ ก็แปลว่าตัวไม่ได้อยู่ที่นี่ (เรือนจำ) แต่ว่าแค่นั้นก็เป็นประเด็นสำคัญแล้ว เพราะว่าการที่จะมีผู้ใหญ่ในระดับนั้น ถูกศาลพิพากษาและมีวิธีการอย่างนี้
“ท่านนั้นก็ถวายฎีกาซึ้งเป็นการตั้งคำถามใหม่ว่า ระหว่างรอการลงโทษนั้น ขอรับพระราชทานอภัยโทษได้หรือไม่ แล้วทีนี้ผมจะทำอย่างไร เพราะว่าพระราชกระแสลงมาอย่างนี้ ถ้าเป็นแบบปกติก็คือปล่อยพ้นเรือนจำออกไป แต่นี่ท่านก็อยู่บ้านท่านดี ก็ไม่ได้อยู่ที่เรือนจำ แล้วทำอย่างไร ก็เลยเชิญท่านั้นมาที่กระทรวงยุติธรรม ตั้งแท่นพระบรมฉายาลักษณ์ ตามพระราชกระแสในเรื่องการพระราชทานอภัยโทษ แล้วให้ท่านนั้นรับสำเนาพระราชกระแส แล้วก็กลับบ้านไป ซึ่งเป็นพระมหากรุณาธิคุณแบบหนึ่งที่น้อยรายมากจะอยู่ในสถานการณ์แบบท่านนี้“ ศ.พิเศษ ธงทองระบุ

ศ.พิเศษ ธงทอง กล่าวอีกว่า เรื่องที่สอง คือตนได้สนองงานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เรื่องห้องสมุด
“ตอนนั้นผมมีโอกาสทำงานราชการอยู่ แล้วได้ไปอยู่ที่เรือนจำคลองไผ่ พระองค์สนพระทัยมากว่า มีหนังสืออะไร แล้วนักโทษเข้าถึงหนังสืออย่างไร เพราะว่าห้องสมุดสวยงามแต่คนไม่ได้เข้าไปอ่าน แต่เราต้องพูดถึงระบบการให้บริการ พระองค์ทรงมีรับสั่งว่า นักโทษหรือผู้ต้องขังนั้นมีเวลามาก เขาควรจะเรียนหนังสือ ทรงเห็นความสำคัญของการเรียนหนังสือทุกแบบ ซึ่งมีประเด็นในเรื่องของการศาสนาทั้งหลาย เช่น นักธรรม หรือ ไปจนถึงภาษาบาลี เนื่องจากนักโทษควรมีโอากาสที่จะได้มีความรู้เหล่านี้
ประการที่หนึ่งเป็นการสืบทอดความรู้ด้วย ประการที่สอง คือ ได้รับหลักคิดและความรู้จากการเรียนเหล่านั้น น่าจะเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต เพราะวันหนึ่งถ้าเขาออกไปข้างนอกแล้ว เขาก็จะได้วิธีครองตนว่า สิ่งที่เขาได้เรียนมา ไม่ว่าจะแค่นักธรรมตรี หรือ เปรียญธรรม 1-2 ประโยคก็พอ ไม่ต้องเป็นพระมหาก็ได้ ซึ่งท่านทรงตั้งคำถามเหล่านี้มาบ่อยครั้งตั้งแต่ผมเป็นรองปลัดกระทรวงฯ ซึ่งก็เป็นพระอาญาไม่พ้นเกล้าที่ยังสนองพระราชดำริไม่สำเร็จ ต้องฝากราชทัณฑ์ทั้งหลายช่วยดูต่อว่าเป็นอย่างไร “ ศ.พิเศษ ธงทองกล่าว
จากนั้น ศ.พิเศษ ธงทอง ฝากถึงการอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ของกรมราชทัณฑ์ว่า การที่เราจะรู้ปัจจุบันแล้วจะเดินต่อไปในวันข้างหน้าได้นั้น เหมือนกับต้นไม้มันต้องมีราก ซึ่งถ้าหากอยากรู้ว่าเรามาจากที่ไหน โดยแต่ละเรื่องมันมีวิวัฒนาการและเหตุผลของมันอย่างไร
ศ.พิเศษ ธงทอง กล่าวต่อว่า เมื่อสักครู่เราคุยกันเรื่องพระราชทานอภัยโทษ ก็จะพบว่ามีความหลากหลายมาก แล้วในวันข้างหน้าก็อาจจะมีประเด็นใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมาอยู่เสมอ ขอเรียนว่า การอภัยโทษบางทีก็เป็นประโยชน์ หรือ เป็นประเด็นในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเช่นเดียวกัน
” บางครั้งมีพระประมุขต่างประเทศมา ซึ่งในบางวาระโอกาสก็เป็นการร้องขอจากประเทศเทศนั้นๆ ในโอกาสต่างๆที่ขอให้มีการพระราชทานอภัยโทษเฉพาะราย สำหรับผู้ต้องขังต่างประเทศที่อยู่ในเรือนจำของเรา แน่นอนว่าเรื่องอย่างนี้ก็จำเป็นต้องดำเนินการในหลายขั้นตอน แต่ก็ใช้เวลาไม่มากนัก ซึ่งเป็นเรื่องที่กรมราชทัณฑ์ต้องปฏิบัติ
วันนี้ กรมราชทัณฑ์ ในชื่อ Department of Corrections มีภารกิจที่อยู่ในสังกัดกระทรวงยุติธรรม มีการรวมกลุ่ม 3 กลุ่มมาทำงานด้วยกัน คือ ราชทัณฑ์ คุมประพฤติ และกรมพินิจ ซึ่งผมเป็นคนตั้งชื่อเอง โดยเป็นหัวหน้ากลุ่มคนแรกเลย เหมือนได้คลอดกลุ่มนี้มา แต่ขอฝากประเด็นที่ว่า เห็นใจกรมราชทัณฑ์อยู่เหมือนกันว่า คน 3 แสนคน เจ้าหน้าที่ก็มีแค่นี้ เครื่องไม้เครื่องมีก็มีแค่นี้ อาศัยเขาอยู่แบบที่ว่านะ จะพัฒนาพฤตินิสัยได้เท่าไรกัน“ ศ.พิเศษ ธงทอง ชี้

ศ.พิเศษ ธงทอง กล่าวอีกว่า ตนขอฝากประเด็นสัก 2-3 ประเด็น คือ 1. การลดจำนวนผู้ต้องโทษ กล่าวคือ บ้านเรายังใช้หลักพระเจ้าฮัมมูราบี หรือ ตาต่อตาฟันต่อฟัน ไม่มีวิธีการเบี่ยงเบนคนที่ออกจากกระแสหลัก ความผิดหรือโทษทางอาญา ไม่จำเป็นต้องมาติดคุกอยู่เสมอไป ซึ่งผู้ต้องกักขังทั้งหลายโดยธรรมชาติแล้ว เขาเป็นคนที่อยู่ในราชทัณฑ์เสียด้วยซ้ำไป เขาถึงใช้โทษกักขังเขา แล้วเราจะหาทางสับหลีกเขาไปทางไหนได้อีกบ้าง สิ่งนี้คือประเด็นแรก คือ ทำอย่างไร เราต้องมากรองกันอีกทีว่า การใช้มาตรการอาญาสำหรับคนที่ติดคุกจำนวนมากนั้น ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น สุดท้ายก็เวียนเข้าเวียนออกอยู่
”ประการที่สอง คือ การปรับพฤตินิสัยนั้น ลำพังเพียงราชทัณฑ์จะทำได้ไม่สำเร็จโดยลำพัง เขาก็ทำเต็มที่ของเขาแล้ว แต่ความร่วมมือและการช่วยเหลือจากหน่วยงานข้างนอก หรือ การให้โอกาสทางการศึกษา การให้โอกาสในชีวิตทั้งหลาย สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่คุณจะต้องคิดอย่างรอบคอบต่อไป
ในสมัยที่ผมรับราชการได้ที่เรือนจำแม่ฮ่องสอน มีหน่วยงานทางด้านคริสตศาสนาเข้ามาสอนวิชาที่เรือนจำของเราไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือ คือ สอนคอมพิวเตอร์ ซึ่งในเรือจำเราทำได้แค่สอนตระก้อ ทอเสื่อกัน มันจึงเป็นของแปลกของใหม่ แล้วคนที่มาสอนเขาก็รู้จักว่า คนเรียนมีนิสัยใจคอเป็นอย่างไร อาชีพการงานเป็นอย่างไร พอพ้นโทษแล้ว เขาหางานให้ทำด้วยในเครือข่ายของเขา สิ่งเหล่านี้คือตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่า กระบวนการพัฒนาพฤตินิสัย ไม่ใช่แค่เรื่องของราชทัณฑ์โดยลำพังเท่านั้น เจ้าหน้าที่เขามีแค่นี้ สตางค์มีแค่นี้ ทำอะไรได้แค่ไหน“ ศ.พิเศษ ธงทองชี้
ศ.พิเศษ ธงทอง กล่าวอีกว่า ประเด็นที่ 3 ที่ตนอยากเสนอ คือ เราหวังว่าราชทัณฑ์จะเก่งแบบเทวดา คืนคนดีสู่สังคม ผู้ต้องขังอยู่ตรงนี้มาช้านาน แต่พอพ้นประตูคุกปุ๊บดีขึ้นมาเลย มันจะเป็นไปได้อย่างไร เพราะเขากลับคืนสู่สภาพแวดล้อมเดิม หรือ ข้อจำกัดเดิม
”เรียนการฝึกทักษะอาชีพไปแต่ไม่รู้จะไปประกอบอาชีพอะไร มันไม่มีทุน ไม่มีโอกาส ทะเบียนประวัติอาชญากรที่พอไปสมัครงานทีไร บริษัทไปเช็กแล้วก็ทำให้เด้งออกทุกที ผมว่ามันต้องมีระบบการดูแลหลังพ้นโทษ บ้านเราไม่มีเลยนะ ไม่มีกรมใดเลย หรือ กระทรวงใดที่ดูแล ซึ่งกระทรวงพม.ก็ไม่เกี่ยว หรือ กระทรวงยุติธรรมก็ไม่เกี่ยว พ้นโทษไปแล้วก็จบกัน แล้วก็มาตำหนิกรมราชทัณฑ์ว่า ทำไมคนกลับมา (ติดคุก) ก็ถ้าเก่งจริง ก็มาทำกรมราชทัณฑ์ก็แล้วกัน“ ศ.พิเศษ ธงทอง กล่าวทิ้งท้าย

