ทวี อำลา ป.ป.ส. ได้ใจประชาชน หลังสำนักงานสถิติแห่งชาติ โชว์ตัวเลขความพึงพอใจปราบยาเสพติดพุ่ง เชื่อ รัฐบาลอนุทิน เดินหน้างานปราบยาเสพติด-คุมเข้มกัญชา
เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 16 ก.ย. ที่ สำนักงาน ป.ป.ส. (ดินแดง) กรุงเทพฯ พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. แถลงผลความสำเร็จจากการประเมินความพึงพอใจของประชาชน โดยมี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ร่วมเป็นเกียรติ
พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ กล่าวว่า จากผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ในการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการภายใต้นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 พบว่า สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้มีการออกสำรวจระหว่างวันที่ 1 ส.ค.68-31 ส.ค.68 ซึ่งภาพรวมมี 2 ภาพใหญ่ แบ่งเป็น พาร์ต 1 และพาร์ต 2 โดยพาร์ต 1 เป็นผลการขับเคลื่อนผ่านตัวชี้วัด 17 ตัวชี้วัด ว่าเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้ค้ายาเสพติดรายย่อยและรายใหญ่ การยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ขณะที่กระทรวงสาธารณสุข จะเน้นไปในส่วนของการนำผู้เสพเข้ารับการบำบัด ส่วนกระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง จะเน้นการตรวจผับบาร์ ซึ่งผลลัพธ์ จะช่วยบอกได้ว่า ยาเสพติดในพื้นที่มีการลดลงหรือไม่ มีการวัดความเชื่อมั่นของประชาชน มีการวัดความพึงพอใจของประชาชน เป็นต้น
พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ กล่าวอีกว่า ปี 2566-2567 ประชาชนยังรู้สึกกลาง ๆ แต่ในปี 2567-2568 จะเห็นได้ว่าประชาชนรู้สึกมั่นใจและพึงพอใจ รู้สึกปลอดภัยจากการแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยประชาชนสัมผัสได้ว่ายาเสพติดในพื้นที่มีปริมาณลดลง จึงทำให้เชื่อว่าเราขับเคลื่อนมาถูกทางแล้ว อย่างไรก็ตาม ตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นคนพูดตรง ซึ่ง พ.ต.อ.ทวี เป็นคนที่มีสุขร่วมเสพมีทุกข์ร่วมต้าน งานปราบปรามยาเสพติดของเรา เวลาทำงานก็ต้องมีมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์บ้าง
แต่หลายเรื่องเราก็ต้องเดินหน้าต่อไป และตนมี พ.ต.อ.ทวี เป็นต้นแบบในการขับเคลื่อน ท่านไม่ใช่คนที่จะมาชี้นิ้วสั่งให้ข้าราชการทำสิ่งใด และตั้งแต่ที่ตนรับราชการมา ยังไม่เคยเห็นรัฐมนตรีคนไหนที่ขยันขนาดนี้ จนทำให้ตนบางครั้งตามลงพื้นที่ไม่ทัน เพราะรัฐมนตรีขยันมาก ซึ่งความขยันของท่านคือแรงกดที่ลงไปยังพื้นที่ ท่านเป็นคนที่ทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง ไม่มีมาชี้นิ้วสั่งใคร จึงทำให้การขับเคลื่อนปัญหามันดีขึ้น ถือเป็นคุณประโยชน์ชาติและประชาชน
พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า หลังจากนี้ สำนักงาน ป.ป.ส. ก็จะมีรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมคนใหม่ รัฐบาลใหม่ ส่วนตัวอยากขอขอบคุณพี่น้องชาว ป.ป.ส. ที่ทำงานร่วมกับทุกองค์กรของจริง เพราะ ป.ป.ส. ทำงานกับทุกหน่วย ต้องอยู่กับทุกพื้นที่ และที่สำคัญ ป.ป.ส. ถือเป็นหน่วยงานกลางระหว่างประเทศ มีการวางนโยบายเรื่องยาเสพติด เป็นหน่วยงานที่เรียกได้ว่ามีความสำคัญสูงสุด เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยเฉพาะคดีอาญากว่า 80% คือคดียาเสพติด จึงถือว่าอยากมาให้กำลังใจ และสิ่งที่ตนเคยพูดเสมอว่า ”เวลาไปหรือมาที่ใด เราไปเพราะเขาดีอยู่ แต่ตอนเราจะจากไปก็อยากให้เขาดียิ่งขึ้น“
นี่คือคติการทำงานของตนมาโดยตลอด อีกทั้งบุคลากรของ ป.ป.ส. ก็มีความซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา คน ป.ป.ส. ถ้าบอกว่าไปยัดยาหรือรีดไถเงินยาเสพติด จะพบว่าไม่ค่อยมี เพราะเรามีวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง อีกทั้งที่สำคัญในอดีต ส่วนตัวเคยมาเป็นรองเลขาธิการ ป.ป.ส. พอช่วงนั้นจะมีคนได้รับการแต่งตั้งมาเป็น รมว.ยธ. ปรากฏว่าพอจะมีการแต่งตั้งได้มีภาพไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ส. เรามีฐานข้อมูลอยู่แล้วว่าใครเข้าไปเกี่ยวข้องหรือผูกพันกับเรื่องยาเสพติดบ้าง จึงย้ำว่างานปราบปรามยาเสพติด คืองานที่สร้างบุญสร้างกุศล
พ.ต.อ.ทวี กล่าวอีกว่า เดือน ส.ค. พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าปัญหายาเสพติดมีการลดลง ส่วนอื่น ๆ ก็มีความพึงพอใจ มีความเชื่อมั่นกับเรา ความปลอดภัยในชุมชนก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยยะ และตัวชี้วัดเหล่านี้เป็นอะไรที่ตอบได้ว่าประชาชนมีความเชื่อมั่นขึ้น และงานพวกนี้ไม่เพียงเป็นสิ่งชโลมใจเราเท่านั้น แต่เราก็ต้องไม่หยุดนิ่ง ต้องทำงานต่อไป โดยเฉพาะสิ่งที่ติดค้างว่าประเทศไทยไม่มีที่ผลิตยาเสพติด แต่เราก็ยังไม่ได้ควบคุมกัญชาเท่าที่ควร ตนทราบว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีการเสนอร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง พ.ศ. … ซึ่งตนก็มีการนำเสนอ และภาคประชาชนก็มีการเสนอร่างเข้าไปเช่นเดียวกัน แต่มันไปติดที่เทคนิค อีกทั้งเป็นร่าง พ.ร.บ. ที่ต้องขอความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรี และนายกฯ ก็ต้องรอทางกระทรวงสาธารณสุข ที่จะมีการเสนอร่างกฎหมายมาประกบกัน

พ.ต.อ.ทวี กล่าวอีกว่า ข้าราชการการเมือง หรือข้าราชการประจำ สิ่งสำคัญ คือ การบริหารราชการแผ่นดิน มันคือมรดกตกทอด การบริหารราชการแผ่นดินต้องแยกส่วนตัวออกจากส่วนรวม ทุกท่านจะเห็นได้ว่างานเรื่องยาเสพติดเป็นเรื่องของประชาชนทั่วประเทศ ส่วนเลขาธิการ ป.ป.ส. คนใหม่ ทราบว่าก็เคยอยู่สำนักงาน ป.ป.ส. ดังนั้น ข้าราชการทุกคนเป็นคนมีความรู้ พร้อมยืนยันว่า ตนเป็นคนที่รักและหวังดีกับสำนักงาน ป.ป.ส. แต่ก็หวังพึ่งคนที่มีศักยภาพด้วย และที่สำคัญ หากเราจะต้องหยุดการผลิตยาเสพติดที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ก็ต้องหยุดที่จังหวัดตาก เพราะมันมีหลายด่าน และถ้าเราหยุดยาเสพติดที่จังหวัดตากได้ มันจะหยุดล็อตยาเสพติดได้อย่างมโหฬาร รวมถึงพวกสารตั้งต้นเคมีภัณฑ์ด้วย
พ.ต.อ.ทวี ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนภายหลังอำลาข้าราชการ ป.ป.ส. กล่าวว่า วันนี้ตนมาขอบคุณข้าราชการ เหมือนมาลา เพราะตอนนี้ก็มีนายกรัฐมนตรีคนใหม่แล้ว คณะรัฐมนตรีชุดใหม่แล้ว เมื่อได้รับโปรดเกล้าก็จะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่แทน ตนจึงมาขอบคุณเลขาธิการ ป.ป.ส. รองเลขาธิการ ป.ป.ส. และคณะผู้บริหาร ป.ป.ส. ที่ได้ทุ่มเททำงานอย่างหนัก เพราะว่าปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่ประชาชนเรียกร้องให้มีการแก้ไข ประจวบกับวันนี้ 16 ก.ย. สำนักงานสถิติแห่งชาติ จะได้มีการสำรวจ โดย ป.ป.ส. จะให้สำรวจประชาชนทั้งประเทศ นอกจากการสำรวจเชิงปริมาณที่ ป.ป.ส. ทำอยู่แล้ว
ซึ่งในเชิงปริมาณส่วนใหญ่ก็จะเกิน 100% ไม่ว่าจะเรื่องการจับกุมยาเสพติด เป็นต้น แค่ก็ต้องมีการสำรวจเชิงคุณภาพและเชิงทัศนคติ เช่น ความเชื่อมั่น ความพึงพอใจ เห็นอย่างไรว่าปริมาณยาเสพติดลดลงหรือไม่ ทราบว่าวันนี้มีผลสำรวจเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ประชาชนมีความเชื่อมั่นมากขึ้น มีความพึงพอใจมากขึ้น มีความรับรู้ได้ว่ายาเสพติดลดลง ซึ่งอันนี้คือการสำรวจเชิงวิทยาศาสตร์ แต่ว่าบางพื้นที่อาจมีความรู้สึกมากน้อยแตกต่างก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ทั้งนี้ ทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นได้ก็เพราะสำนักงาน ป.ป.ส. เป็นหส่วนงานกลางของประเทศ ที่ต้องขับเคลื่อนกับทุกส่วนราชการ ชุมชน และประชาชน และสำนักงาน ป.ป.ส. ยังเป็นหน่วยงานกลางระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการยอมรับของนานาชาติที่ยอมรับ ป.ป.ส.
พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีบางส่วนที่เราตั้งใจทำแต่ยังขาดเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น เรายังเป็นห่วงเรื่องพืชกัญชาที่ยังไม่มีกฎหมายมาควบคุมเพื่อใช้ทางการแพทย์ อย่างไรตนทราบว่าตอนนี้มีร่างกฎหมายอยู่ 6 ฉบับ หนึ่งในนั้นคือร่างของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีของตนเอง และยังมีของภาคประชาชน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย แต่ร่างดังกล่าวถูกมองว่าเป็นร่างการเงิน จะต้องให้นายกฯ รับรอง แต่ตอนนี้นายกฯ ก็ยังต้องอยู่ระหว่างรอร่างของ สธ. ทำร่างประกบเข้ามา เราก็ฝากรัฐบาลใหม่
ซึ่งตนเชื่อว่านายอนุทิน ก็อยากให้มีร่างอันนี้ อยากให้ขับเคลื่อน พ.ร.บ.กัญชา กัญชง พ.ศ. … เข้าไปในสภา เพราะสถานการณ์อย่างนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวจังหวัดภูเก็ต มีเสียงสะท้อนว่า เรายังไม่จัดโชนนิ่งหรือควบคุม ยังไม่มีกฎหมายควบคุมกัญชาที่ดี อันนี้ตนไม่ได้ตำหนิใคร แค่เล่าในภาพรวม

พ.ต.อ.ทวี กล่าวอีกว่า ปัญหายาเสพติด ไม่ว่าใครจะมาก็ต้องขับเคลื่อนแก้ไข โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ป.ป.ส. เป็นมืออาชีพ และเป็นเสาหลักทิศทางให้กับรัฐบาลได้ ส่วนเรื่องการควบคุมสารตั้งต้นเคมีภัณฑ์ ที่ระบุว่าหากสามารถควบคุมในพื้นที่จังหวัดตากได้จะเป็นการแก้ไขปัญหายาเสพติดได้อย่างมโหฬารนั้น ตนทราบว่าทาง ป.ป.ส. ได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานเรื่องสารเคมีภัณฑ์ หรือสารตั้งต้นที่อาจนำไปใช้ผลิตเป็นยาเสพติด เราก็ต้องดูว่าจะทำอย่างไรให้ยาบ้า หรือยาเสพติดเคมีสงเคราะห์ หากมันไม่มีเคมีภัณฑ์หรือสารตั้งต้น ยาเสพติดก็จะผลิตไม่ได้
ดังนั้น ที่ผ่านมาอาจเป็นจุดรั่วไหลหรือเป็นจุดที่ไม่ได้ทำให้มีพลัง แต่ตอนนี้เราเริ่มรู้ทันแล้ว แล้วก็จะยกระดับ โดยเฉพาะที่ได้มีการพูดคุยกัน ถ้าเราสามารถสกัดกั้นไม่ให้สารตั้งต้นเหล่านี้ออกจากอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ได้ หรือไม่ให้สินค้าผ่านทาง แต่ให้มีช่องทางเดียว ส่วนนี้ ป.ป.ส. มาถูกทางแล้ว ถ้าทำได้ก็จะช่วยหยุดยั้งเรื่องยาเสพติดได้ แต่ทั้งหลายทั้งปวงก็อยู่ที่ผู้นำและผู้แก้ จะทำอย่างไรให้ข้าราชการหรือผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนไปมีส่วนส่งเสริมการค้ายาเสพติดเสียเอง ก็เป็นเรื่องที่ต้องยกระดับให้ดีขึ้นกว่าเดิม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สรุปข้อมูลจากรายงานสำรวจสำนักงานสถิติแห่งชาติ วันที่ 16 ก.ย.68 โดยเปรียบเทียบสถานการณ์ยาเสพติดระหว่างปี 2567–2568 ได้ดังนี้ 1.การรับรู้ปัญหายาเสพติดในชุมชน ปี 2568 พบว่า 10.7% พบเห็นปัญหาด้วยตนเอง 42.5% ไม่พบเห็นแต่ทราบว่ามี 46.8% ไม่พบเห็นและไม่ทราบ เมื่อเทียบกับปี 2567 กลุ่ม “ไม่พบเห็นและไม่ทราบ” เพิ่มขึ้น สะท้อนว่าความรุนแรงเชิงรับรู้ของชุมชนลดลง 2.แนวโน้มปัญหายาเสพติด ปี 2568 พบว่า 20.2% ระบุว่าปัญหาเพิ่มขึ้น 36.7% เหมือนเดิม 30.2% ระบุว่าปัญหาลดลง เมื่อเทียบปี 2567
ผู้ตอบที่เห็นว่าปัญหาลดลง เพิ่มจาก 18.8% → 30.2% จึงเป็นสัญญาณเชิงบวกว่าประชาชนเริ่มมองว่าปัญหาอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น 3.การซื้อขายยาเสพติดปี 2568 พบว่า 6.6% พบเห็นการซื้อขายได้ง่าย 0.6% พบเห็นยาก 64.4% ไม่พบเห็นแต่ทราบว่ามี 28.4% ไม่พบเห็นและไม่ทราบ เมื่อเทียบกับปี 2567 พบว่า สัดส่วนที่ “พบเห็นได้ง่าย” ลดลงเล็กน้อย แม้ยังมีเหตุผลเดิม
เช่น ราคาถูก พบเห็นทั่วไป ขาดการปราบปรามต่อเนื่อง 4.การพบเห็นผู้เสพ/ผู้ติดปี 2568 พบว่า 18.7% พบเห็นด้วยตนเอง 78.5% ไม่พบเห็นแต่ทราบว่ามี 2.8% ไม่พบเห็นและไม่ทราบ และเมื่อเทียบกับปี 2567 พบว่า สัดส่วน “พบเห็นด้วยตนเอง” ลดลง → บ่งชี้ว่าการรับรู้ความแพร่หลายของผู้เสพ/ผู้ติดในชุมชนลดลง 5.ความพึงพอใจและความเชื่อมั่น พบว่า ความพึงพอใจต่อการดำเนินงานของรัฐ ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ มาก–มากที่สุด รวมกันราว 50%+ และคะแนนเฉลี่ยเกิน 3.2 จาก 5 คะแนน
ส่วนความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน จากสถานการณ์ยาเสพติดระดับ “มาก–มากที่สุด” เพิ่มขึ้นจาก 44.3% (ปี 2567) → 51.4% (ปี 2568) ส่วนความเชื่อมั่นต่อนโยบายรัฐบาลระดับ “มาก–มากที่สุด” ขยับขึ้นจาก 46.1% → 51.4% 6.ภาพรวมเชิงบวกเมื่อเทียบปี 2567 พบว่า 1.ประชาชนจำนวนมากขึ้นเห็นว่าปัญหาลดลง (18.8% → 30.2%) 2.การพบเห็นโดยตรงลดลง ทั้งการซื้อขายและจำนวนผู้เสพ/ผู้ติด 3.ความพึงพอใจและความเชื่อมั่นต่อรัฐปรับตัวสูงขึ้นในหลายมิติ 4.ความปลอดภัยและความมั่นใจในชุมชนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ


