บิ๊กโจ๊ก จ่อยื่นฟ้องศาลอาญาทุจริต พบหลักฐานคลิป เสียงคล้ายตุลาการปค. แทรกแซงคดี

17.09.25 | 16:39 น.

บิ๊กโจ๊ก จ่อยื่นฟ้องศาลอาญาทุจริต พบหลักฐานคลิป เสียงคล้ายตุลาการปค. แทรกแซงคดี

จากกรณี  พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้ายื่นหนังสือถึง ประธานกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อกล่าวหาดำเนินคดีอาญา กับ ตุลาการศาลปกครอง ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ  โดยเป็นผลสืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 9 ก.ย. ที่ผ่านมา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้เดินทางไปยื่นหนังสือถึง ประธานศาลปกครองสูงสุด ให้แนะนำ ตุลาการศาลปกครอง คนดังกล่าวให้ปฏิบัติตามหลักจริยธรรมตุลาการศาลปกครองพร้อมทั้งขอให้ดำเนินการทางวินัยกับตุลาการศาลปกครองคนดังกล่าว

จากกรณีที่รู้ตัวว่า เป็นเพื่อนเรียนหลักสูตรเดียวกับ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นหลักสูตรนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตยหรือ นปธ. รุ่นที่ 12 แต่ตุลาการศาลปกครองคนดังกล่าว ยังมานั่งพิจารณาคดีเสียเอง ซึ่ง ผลการพิจารณาคดีเป็นคุณกับ บิ๊กต่าย ผู้ถูกฟ้องคดี อันเป็นการกระทำที่เอนเองไม่เป็นกลาง ทำให้การพิจารณาคดีเสียความยุติธรรม เกิดความเคลือบแคลงสงสัย เพราะตุลาการคนดังกล่าวรู้อยู่แล้วว่าเป็นเพื่อนเรียนหลักสูตรเดียวกัน กับบิ๊กต่ายเมื่อปีที่ผ่านมา

แทนที่จะถอนตัวออกจากการพิจารณาคดี แต่กลับยังนั่งพิจารณาคดีนี้ ซึ่งมีข้อสังเกตว่า อาจมีเจตนาช่วยเหลือบิ๊กต่าย ซึ่งผลพิจารณาพิพากษาคดียกฟ้องกรณีคุ้มครองชั่วคราว ทำให้ตนเอง ในฐานะผู้ฟ้อง ได้รับความเสียหาย สูญเสียความยุติธรรม และเสียโอกาสในการเจริญเติบโตก้าวหน้าในหน้าในชีวิตรับราชการ เสื่อมเสียชื่อเสียงต่ออนาคตหน้าที่ราชการ

ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 กันยายน นายจรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  ได้ให้สัมภาษณ์ ในรายการาเปิดโต๊ะข่าว ซึ่งออกอากาศทางช่องพีพีทีวี ได้มีการพูดถึงประเด็น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล  ถูกให้ออกจากราชการไว้การที่จะให้ออกจากราชการไว้ก่อนนั้น จะยึดเพียงมาตรา 131 (1) เพียงอย่างเดียวไม่ได้แต่ต้องดูกฎหมายที่เขียนเอาไว้คู่กัน โดยเฉพาะมาตรา 120 (4) ไม่เช่นนั้นจะเขียนกฎหมายขึ้นมาเพื่ออะไร ที่สำคัญ กรณีนี้อดีตนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน เคยทำข้อหารือไปถึงกฤษฎีกาและมีความเห็นมาแล้วด้วย ว่าจะต้องพิจารณาถึงหลักนิติธรรม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ร้อง  กรณีที่เกิดขึ้นเป็นการลงนามให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงและเซ็นให้ออกจากราชการไว้ก่อนในวันเดียวกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติ

Advertisement

นาย จรัญ ยังกล่าวอีกว่า ที่สำคัญมีเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนเข้ามาเกี่ยวข้องเนื่องจากผู้ที่ลงนามเป็นรักษาการและอยู่ในอาวุโสลำดับที่2 ดังนั้นหากทำให้อาวุโสลำดับที่หนึ่ง คือพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หมดสภาพลงไปทางกฎหมาย ประโยชน์ก็จะตกแก่ผู้ที่อยู่ในลำดับต่อไปทันที

ด้านพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ขณะนี้ไม่มีความคืบหน้าเรื่องใดใดออกมาเลยทั้งที่ทุกจุดที่ได้ไปยื่นขอความเป็นธรรม ตนเองแทบจะไม่ได้รับความเป็นธรรมอะไรเลย โดยเฉพาะเรื่องที่ ปปช. คณะอนุกรรมการ ได้มีมติไปแล้วแต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีการนำขึ้นบอร์ดใหญ่ เพื่อมีมติ นั่นเพียงเพราะต้องการให้ตนเองมีคดีอาญาติดตัวขณะที่ศาลปกครองสูงสุด ซึ่งเป็นที่พึ่ง และตนได้ ไปยื่นให้ไต่สวนต่อหน้าศาล มาแล้ว ก็ยังไม่มีผลอะไรออกมา และยังพบว่าเอกสาร 38 หน้าที่พิจารณาคดีนี้มีสัดส่วนของตนเพียงแค่ 2 หน้า ครึ่งเท่านั้น แต่กลับนำเอกสารของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติใส่กลับเข้าไปทั้งหมดต่อมาพบว่า หนึ่งในตุลาการศาลปกครองสูงสุดท่านหนึ่ง ซึ่งมีส่วนสำคัญในการพิจารณาสำนวน กลับเป็นเพื่อนของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระหว่างเรียนหลักสูตรกฎหมายศาลรัฐธรรมนูญด้วยกัน และก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เกิดเรื่องราวขึ้นกับตนเอง 

แต่ ตุลาการศาลปกครองท่านนี้ ไม่เพียงจะไม่ถอนตัวจากคดีนี้ ทั้งที่รู้ว่าเป็นการผิดจริยธรรมของศาลปกครองข้อ 6 และข้อ 5 กลับยังเดินหน้าทำคดีต่อไป

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังกล่าวว่า ล่าสุดตนได้รับคลิปลับบทสนทนาภายในศาลปกครอง ที่ชี้ให้เห็นถึงความเน่าเฟอะของศาลปกครอง ที่ประธานศาลสูงสุดสั่งประธานแผนกมาแทรกแซงคดีในองค์คณโดยสั่งล้มคดีบิ๊กโจ๊ก เพื่อให้ประชุมใหม่ เพราะทราบว่า บิ๊กโจ๊กชนะคดี 3 ต่อ 2 และสั่งล็อกให้เข้าที่ประชุมใหญ่ ซึ่งถือว่าเป็นการทำลายหลักนิติธรรมอย่างร้ายแรง

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทราบว่ามีคลิปบทสนทนาดังกล่าว พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าว ยอมรับว่าได้รับคลิปดังกล่าวมาจากผู้หวังดี ซึ่งนำมาส่งให้ถึงบ้าน และ ยื่นเรื่องดังกล่าวไปที่ ปปช. แล้ว แต่หลังจากนี้ตนอาจจะพิจารณาถอนเรื่องกลับมา เพื่อจะนำไปยื่นที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางแทน เนื่องจาก ป.ป.ช. อาจใช้ระยะเวลานานเกินไปในการพิจารณา เช่นเดียวกับคดีของตนเอง

รายงานข่าวระบุว่า สำหรับคลิปดังกล่าวนั้นมีความประมาณ 10 นาที และมีการระบุในช่วงท้ายด้วยว่า หากไม่ทำตามขึ้นตอน อาจจะโดยฟ้องร้องที่ศาลอาญาทุจริตฯ