ผู้ปกครอง รุดแจ้งจับ อาสาสมัครมูลนิธิดัง ลวงเด็กชายวัย 13 ปี ทำอนาจารในอู่ ช็อกพบเด็กชายอีก 3 คนโดนเหมือนกัน เด็กสุดอายุ 11 ปี พลเมืองดีเผย เด็กพวกนี้มีความฝันอยากเป็นอาสาสมัคร จึงมาติดต่อผู้ก่อเหตุ ด้าน ต้นอ้อ ห่วงเด็ก เพราะหลายคนพ่อแม่แยกทางกัน
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 22 กันยายน ที่ สน.บางขุนเทียน น.ส.ชลิดา พะละมาตย์ หรือ ต้นอ้อ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเป็นหนึ่ง น.ส.กุลจิรา โฉมไสว และหัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวกรุงเทพมหานคร น.ส.สุภานันท์ แจ่มศรี นิติกร กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เข้าพบ พ.ต.อ.กฤติเดช จันทร์เพชร ผกก.สน.บางขุนเทียน เพื่อติดตามคดี หลังมีผู้ปกครองและพลเมืองดีร่วมกันเข้าแจ้งความกับตำรวจ สน.บางขุนเทียน หลังมีเยาวชนชาย 4 คน อายุ 11-14 ปี ถูกนายหรั่ง (นามสมมุติ) เจ้าของอู่ซ่อมสีรถยนต์ ย่านถนนเทอดไท เขตภาษีเจริญ และเป็นอาสาสมัครกู้ภัยมูลนิธิดัง ทำอนาจาร
เหตุการณ์ดังกล่าวสืบเนื่องจากมีผู้ปกครองของ ด.ช.นก (นามสมมุติ) อายุ 13 ปี เข้าแจ้งความต่อ ร.ต.ท.หญิง ฉัตรวิไล ธนอาภากร รอง สว.สอบสวน สน.บางขุนเทียน เมื่อวันที่ 18 ก.ย.ที่ผ่านมา ว่าถูกนายหรั่ง (นามสมมุติ) เจ้าของอู่ซ่อมสีรถยนต์ และเป็นอาสาสมัครกู้ภัยมูลนิธิดัง บังคับให้ ด.ช.นก อมอวัยวะเพศให้ ภายในอู่ซ่อมสีรถของตนเอง โดยเหตุเกิด 2 ครั้ง คือ ช่วง ธ.ค.67 และ เม.ย.68 ขณะเดียวกัน ยังมีเยาวชนอีก 3 ราย อายุ 11-14 ปี ถูกบังคับให้กระทำในลักษณะเดียวกัน และเข้าแจ้งความเอาไว้ที่ สน.บางขุนเทียน เช่นเดียวกัน
นายไก่ (นามสมมุติ) อายุ 45 ปี อาชีพธุรกิจส่วนตัว พลเมืองดีที่พา ด.ช.เอ (นามสมมุติ) อายุ 11 ปี เข้าแจ้งความ เผยว่า ตน, ด.ช.เอ, เหยื่อคนอื่นๆ และนายหรั่ง ผู้ก่อเหตุ อาศัยอยู่ในละแวกเดียวกัน โดยผู้ก่อเหตุเป็นเจ้าของอู่ทำสีรถยนต์ และเป็นอาสาสมัครกู้ภัย มูลนิธิดัง

นายไก่เผยต่ออีกว่า ด.ช.เอ ด.ช.นก และเยาวชนอีก 2 ราย เป็นเพื่อนกัน โดย ด.ช.นก มีความฝันอยากเป็นอาสาสมัครกู้ภัย จึงไปติดต่อกับนายหรั่ง ให้ประสานงานเรื่องการสมัครเป็นกู้ภัยให้ ก่อนต่อมา ด.ช.นก ด.ช.เอ และเยาวชนอีก 2 คน มักเข้าไปนั่งเล่นในอู่ดังกล่าวเป็นประจำ
นายไก่กล่าวต่ออีกว่า ต่อมาตนได้ยินกลุ่มเยาวชนคนอื่นๆ ล้อเลียน ด.ช.เอ ว่าถูกอนาจาร ตนจึงเรียกมาสอบถามจนทราบเรื่องราวว่า ด.ช.เอ และเด็กอีก 3 ราย ถูกบังคับให้ใช้ปากอมอวัยวะเพศให้ ตนจึงไปแจ้งให้บรรดาผู้ปกครองทราบ และเดินทางเข้าแจ้งความในเวลาต่อมา
พ.ต.อ.กฤติเดช จันทร์เพชร ผกก.สภ.บางขุนเทียน เปิดเผยว่า ผู้เสียหายเป็นเยาวชนจึงต้องมีการสอบปากคำด้วยความระมัดระวัง โดยจะมีนักจิตวิทยาเด็กและอัยการเข้าร่วมฟังการสอบสวน พร้อมเรียกผู้ปกครองของเด็กทั้ง 4 คนมาสอบปากคำด้วย
โดยความผิดฐานนี้สามารถขอหมายจับได้ หลังจากรวบรวมพยานหลักฐานแล้วจะรีบขอหมายจับกุมตัวผู้กระทำผิดดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมระบุว่า ผู้เสียหายเบื้องต้นมี 4 ราย และอยากฝากว่าผู้เสียหายรายอื่นสามารถเข้ามาแจ้งความเพิ่มเติมได้ เพราะเยาวชนบางคนอาจอับอายและไม่กล้าเล่าให้ผู้ปกครองฟัง
สำหรับข้อหาที่เตรียมขอหมายจับมี 2 ข้อหา ได้แก่ ข้อหาพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีไปจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยไม่มีเหตุอันสมควร, และข้อหากระทำอนาจารเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไม่ว่าเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่, ข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา
ส่วนด้านการตรวจร่างกายเด็ก จำเป็นต้องรอผลเพื่อยืนยันว่าถูกล่วงละเมิดทางเพศหรือไม่ เนื่องจากคำให้การของเด็กอาจยังไม่ครบถ้วน และอาจนำไปใช้แจ้งข้อหาเพิ่มเติม

พ.ต.อ.กฤติเดชระบุว่า หากเหตุเกิดภายใน 1-7 วัน เชื่อว่ายังมีร่องรอย แต่หากเป็นเดือนแล้วอาจตรวจหาหลักฐานได้ยาก ทั้งนี้ การทำสำนวนต้องรอบคอบและรัดกุม การแจ้งข้อหาใดๆ ต้องมีหลักฐานเพียงพอ วันนี้ตำรวจได้นัดผู้เสียหายทั้ง 4 คนเข้ามาสอบปากคำ เพื่อเข้าสู่กระบวนการยื่นขอหมายจับตามกฎหมาย
น.ส.ชลิดา พะวงละมาตย์ หรือ “ต้นอ้อ” ประธานมูลนิธิเป็นหนึ่ง เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ตนเป็นห่วงสภาพจิตใจของเด็กทุกคน เนื่องจากบางรายมีปัญหาครอบครัว เช่น พ่อแม่แยกทางกัน เด็กไม่ได้อยู่กับแม่ แม่เสียชีวิต หรือแม้แต่เด็กที่อยู่กับพ่อ พ่อก็ไม่ได้ใส่ใจ และบางครั้งอาศัยอยู่กับยายที่มีอายุมากแล้ว จึงไม่ได้ดูแลเด็กอย่างเต็มที่ ทำให้เด็กบางคนอาจถูกปล่อยปละละเลยจนเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว
ถึงแม้จะมีผู้ใหญ่ใจดีเข้ามาช่วยเหลือ แต่สิ่งสำคัญคือทางเจ้าหน้าที่รัฐต้องเข้ามาดูแลทั้งสภาพจิตใจและความเป็นอยู่ของเด็ก บางรายอาจจำเป็นต้องได้รับการคุ้มครอง
ทั้งนี้ ทางมูลนิธิได้ประสานงานกับบ้านพักเด็กและครอบครัว รวมถึงกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของกระทรวงยุติธรรม เพื่อดูแลและให้ความช่วยเหลือด้านการเยียวยาแก่ครอบครัวของเด็กที่ได้รับผลกระทบ
ขณะที่เจ้าหน้าที่บ้านพักเด็กและครอบครัวเปิดเผยว่า ขณะนี้จะเข้าไปดูแลเด็กเป็นรายบุคคล เนื่องจากแต่ละคนมีสภาพปัญหาและความต้องการแตกต่างกัน โดยมุ่งเน้นการเยียวยาสภาพจิตใจอย่างระมัดระวัง
โดยขั้นตอนนี้ต้องใช้เวลา เพราะน้องอาจบอบช้ำจากการถูกซักถามและความสนใจของสังคม การเข้าไปทำอะไรมากเกินไปอาจย้ำความเจ็บปวดของเด็ก เราจึงต้องให้เวลาและเข้าไปดูแลทั้งสภาพจิตใจและความเป็นอยู่ แนวทางการดูแลเด็กในระยะยาวก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะหลังจากนี้เด็กต้องใช้ชีวิตต่อไปให้ได้ ส่วนนี้ถือเป็นมิติของการดูแลระยะกลางและระยะยาว


