‘อธิบดีบังคับคดี’เผย ตร.ประสานช่วยเหยื่อโดนโกง’โชกุน-ยูฟัน’ทวงทรัพย์คืน

24.04.17 | 13:10 น.
(แฟ้มภาพ) น.ส.รื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี

เมื่อวันที่ 24 เมษายน ที่ศูนย์บังคับคดีล้มละลายส่วนหน้า กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) น.ส.รื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี กล่าวถึงการดำเนินการเกี่ยวกับคดีของ น.ส.พสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ หรือซินแสโชกุน ผู้ต้องหาในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน หลังจัดทัวร์ญี่ปุ่นแบบขึ้นเครื่องบินเช่าเหมาลำแล้วปล่อยลอยแพผู้เสียหายนับพันคน เมื่อวันที่ 12 เมษายนที่ผ่านมา ว่า ได้รับการประสานจาก พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตํารวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ให้ส่งเจ้าหน้าที่กรมบังคับคดีเข้าร่วมหารือในคดีดังกล่าวกับพนักงานสอบสวน ในวันที่ 28 เมษายนี้ เพื่อหารือถึงแนวทางการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเสียหาย เนื่องจากคดีฉ้อโกงประชาชนเป็นคดีอาญาที่เกี่ยวเนื่องกับคดีแพ่ง ซึ่งที่ผ่านมา มีหลายคดีที่ผู้เสียหายที่เป็นโจทก์ไม่ทราบขั้นตอนการดำเนินการหลังจากที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ เพราะเข้าใจว่า หลังจากที่ศาลมีคำสั่งดังกล่าวออกมาแล้ว โจทก์เข้าใจว่ารัฐจะต้องเป็นผู้นำเงินมาคืนให้กับโจทก์ ซึ่งเป็นการเข้าใจผิด

น.ส.รื่นวดีกล่าวต่อว่า เพราะตามขั้นตอนหลังจากอัยการยื่นคำฟ้องจำเลยแล้ว โจทก์ในฐานะผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องร่วมกับอัยการเพื่อขอให้จำเลยชำระค่าเสียหาย หากไม่มายื่นคำร้องภายใน 10 ปี หลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว ก็ถือว่าหมดสิทธิในการได้รับเงินคืน ปัจจุบันสามารถยื่นคำร้องได้นับตั้งแต่ศาลมีคำพิพากษาออกมา โดยผู้เสียหายอาจจะรวมกันและยื่นคำร้อง เพื่อขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีเพื่อทำการสืบทรัพย์ และยื่นคำร้องต่อกรมบังคับคดีเพื่อขอให้บังคับคดีและทำการสืบทรัพย์สินที่มีอยู่ หรืออาจจะเป็นการอายัดเงินเดือนเพื่อนำมาชดใช้ให้กับผู้เสียหาย

อธิบดีกรมบังคับคดีกล่าวอีกว่า กรมบังคับคดีไม่ได้ทำเพียงคดีแชร์ลูกโซ่ของน.ส.พสิษฐ์ เพียงคดีเดียวเท่านั้น โดยก่อนหน้านี้ยังได้เคยทำแชร์แม่ชม้อย อีกทั้ง ตำรวจยังได้มีการประสานมาขอให้กรมบังคับคดีเข้าไปช่วยเหลือผู้เสียหายในคดีแชร์ยูฟันด้วย เนื่องจากคดีนี้ศาลได้มีคำพิพากษาแล้ว เมื่อวันที่ 22 มีนาคมที่ผ่านมา ตนจะหารือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหายต่อไป ทั้งนี้ จุดอ่อนของผู้เสียหายที่ผ่านมา คือ ไม่ทราบขั้นตอนและวิธีการว่าหลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาออกมาแล้วจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อบ้าง เพื่อให้ได้เงินคืนกลับมา เพราะคดีอาญากับคดีแพ่ง แม้จะมีความเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันกัน แต่คดีอาญาอัยการจะเป็นผู้ดำเนินการให้ ส่วนคดีแพ่งโจทก์จะต้องเป็นผู้ดำเนินการตั้งเรื่องเอง เพราะเป็นการเรียกค่าสินไหมทดแทน โดยโจทก์จะต้องเป็นผู้ดำเนินการตามมาตรา 40-44/1 ของกฎหมายวิแพ่ง ทั้งนี้ เรายืนยันว่าจะดำเนินการอย่างเป็นธรรม