กรณี นางสุดา หรือมล ทองดี อายุ 42 ปี คลอดลูกออกมาแล้วใช้กิ่งไม้ทิ่มแทงลูกตัวเอง 14 แผล ก่อนนำไปฝังดินสวนป่ายูคาลิปตัส ใกล้ถนนโนนสวรรค์-บะแค บ้านโนนสวรรค์ หมู่ 3 ต.คอนฉิม อ.แวงใหญ่ จ.ขอนแก่น โดยอ้างว่าไม่มีปัญญาเลี้ยง เพราะฐานะยากจน และกลัวสามีจะรู้ว่าตั้งครรภ์ เนื่องจากได้ปกปิดมาตลอด ขณะที่อาการของน้องไอดินยังอยู่ในความดูแลของแพทย์ รพ.ขอนแก่นอย่างใกล้ชิด
ความคืบหน้า เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 29 ก.พ. นพ.ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล ผอ.รพ.ขอนแก่น พร้อมด้วย นพ.ฉัตรชัย ซื่อศิริสวัสดิ์ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ รพ.ขอนแก่น แพทย์เจ้าของไข้ และทีมงานแพทย์ที่รักษาอาการผู้ป่วยแรกเกิดถูกทิ้ง “น้องไอดิน” ได้ตรวจอาการของไอดินขณะที่อยู่ในตู้เด็กควบคุมอุณหภูมิที่เหมาะสม ณ หอผู้ป่วยทารกแรกเกิดระยะวิกฤติ 1 อาคาร 11
นพ.ชาญชัย เปิดเผยว่า ความคืบหน้าอาการล่าสุดของ “น้องไอดิน” ณ วันที่ 29 ก.พ. เวลา 09.00 น. ผู้ป่วยรู้สึกตัวดี ยังมีอาการหายใจหอบเล็กน้อยหลังถอดท่อช่วยหายใจและเครื่องช่วยหายใจ ขณะนี้ได้ให้ออกซิเจน ใส่สายระบายลมจากช่องเยื่อหุ้มปอด เริ่มมีอาการไข้ต่ำๆ ภาพถ่ายรังสีทรวงอก พบว่า ภาวะปอดอักเสบจึงได้เปลี่ยนยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำ งดน้ำและอาหาร ให้สารทางหลอดเลือดดำ ต่อไป แผนการรักษาขณะนี้ คือ เฝ้าระวังภาวะติดเชื้อเพิ่ม สังเกตอัตราการหายใจและวางแผนถอดสายระบายลมจากช่องเยื่อหุ้มปอด อย่างไรก็ตาม ณ ขณะนี้ มีผู้มีจิตศรัทธาได้ให้ความช่วยเหลือน้องไอดินเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นผ้าอ้อมเด็ก นมผง เสื้อผ้า และอุปกรณ์ของใช้สำหรับเด็ก ส่วนเงินบริจาครวมยอดล่าสุด จำนวน 101,217.25 บาท ซึ่งทาง รพ.ขอนแก่นจะหารือกับบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดขอนแก่น ถึงแนวทางการเปิดบัญชีเพื่อฝากเงิน ในนามของ ด.ช.ไอดิน โดยจะมีคณะกรรมการร่วมลงนามในการเบิกถอนตามระเบียบ ต่อไป
พ.ต.อ.คะเชนทร์ ยืนยง ผกก.สภ.แวงใหญ่ จ.ขอนแก่น ได้เข้ามาพบกับ พ.ต.อ.สุภากร คำสิงห์นอก รอง ผบก.ภ.จว.ขอนแก่น เพื่อขอรายงานความคืบหน้าของคดีความ “น้องไอดิน” ว่า คดีนี้ นางสุดาให้การยอมรับสารภาพและทำแผนประกอบคำรับสารภาพไปแล้วว่า ตัวเองเป็นผู้ลงมือกระทำเพียงผู้เดียว ไม่มีใครเกี่ยวข้องกับตน แต่ในการสอบสวนยังไม่ได้สรุปสำนวนจะต้องมีการสอบสวนพยานเพิ่มเติมอีกไม่น้อยกว่า 2 ราย และมีการตรวจดีเอ็นเอสามีของนางสุดาว่าเป็นพ่อที่แท้จริงของน้องไอดินหรือไม่ กำลังรอผลจาก รพ.ศรีนครินทร์ ม.ขอนแก่น คดีนี้ นางสุดามีความผิดเพียงคนเดียวในข้อหา “พยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา โดยทรมาน หรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย และทอดทิ้งเด็กอายุยังไม่เกินเก้าปี ไว้ ณ ที่ใด เพื่อให้เด็กนั้นพ้นไปเสียจากตน โดยประการที่ทำให้เด็กนั้น ปราศจากผู้ดูแล จนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส” เพราะนางสุดาให้การยอมรับสารภาพว่ากระทำเพียงผู้เดียว ไม่มีใครเกี่ยวข้อง ขณะที่ก่อเหตุได้ไปกับสามีจริงแต่ได้แอบไปทำคลอดด้วยตัวเอง แล้วกลับมาหาสามีโดยปิดบังตลอดจนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าไปจับกุมตัวสามีของนางสุดา จึงไม่เกี่ยวในเรื่องของคดีความ
ด้านนางอภิญญา ก้อยทอง หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดขอนแก่น นายประณต จันทร์ศรี พมจ.ขอนแก่น พร้อมเจ้าหน้าที่ สถานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเจ้าหน้าที่สถานสงเคราะห์บ้านแคนทอง จังหวัดขอนแก่น นำสิ่งของเครื่องใช้ไปมอบให้กับ นางบุญมา บาลี อายุ 65 ปี อยู่บ้านเลขที่ 201 ม.1 บ้านใหม่นาเพียง ต.ใหม่นาเพียง อ.แวงใหญ่ จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นมารดาของนางสาวสุดา ทองดี
นางบุญมา เปิดเผยว่า นางสุดา เป็นลูกสาวคนโตในจำนวนพี่น้อง 3 คน เมื่อนางสุดามีครอบครัวจึงแยกสร้างบ้านอยู่ใกล้ๆ กันกับสามีและลูกชายสองคน เรื่องการตั้งครรภ์และการฆ่าลูกตัวเองนั้น นางสุดาปฏิเสธมาตลอดว่าไม่ได้ต้้งครรภ์ อาจจะกลัวเพราะสามีทำหมันมาหลายปีแล้ว การทำร้ายและฝังลูกตัวเอง ตนยอมรับไม่ได้ แต่ทำอะไรไม่ได้เพราะแก่แล้ว เมื่อรู้ว่าหลานยังมีชีวิตอยู่ก็ดีใจและอยากไปเยี่ยม แต่คงไปตอนนี้ไม่ได้อยากได้หลานมาเลี้ยงเอง แต่ไม่มีรายได้ ไม่มีใครช่วยเลี้ยง หากมีคนใจบุญรับไปเลี้ยงก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี จะทำให้หลานมีอนาคตที่ดี เพราะเมื่อหลานชายโตขึ้นมา เขาจะได้ไม่มารับรู้เรื่องไม่ดีที่แม่ผู้ให้กำเนิดทำไว้
ด้านนางอภิญญา ก้อยทอง หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า การลงพื้นที่พร้อมทีมสหวิชาชีพ เพื่อฟังรายงานจากเจ้าหน้าที่ รพ.แวงใหญ่ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการตรวจร่างกายของมารดาน้องไอดิน พร้อมทั้งลงพื้นที่เยี่ยมครอบครัวของผู้ต้องหาด้วย แต่ไม่พบสามีและบุตรทั้งสองคน ทราบว่า สามีหายหน้าไปจากบ้านตั้งแต่วันที่ภรรยาถูกจับตัวแล้ว ที่บ้านมีเพียงบุตรชายสองคนอาศัยอยู่ และจากการสอบถามชาวบ้านทราบว่า บุตรของผู้ต้องหานั้น อยู่ในความดูแลของยายหรือนางบุญมา มาโดยตลอด ทางคณะจึงมอบสิ่งของให้ยายในฐานะคนดูแล โดยมอบเงิน 2,000 บาท เป็นเงินช่วยเหลือเบื้องต้น เพื่อบรรเทาทุกข์บุตรทั้งสองคน หลังจากนี้จะทำเรื่องครอบครัวอุปถัมภ์ เพื่อให้บุตรผู้ต้องหาได้รับเงินสงเคราะห์รายละ 2,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 1 ปี แต่ถ้าหากครบ 1 ปีแล้ว ความเป็นอยู่ยังไม่ดีขึ้นก็จะขยายเวลาออกไปอีก 1 ปี นอกจากนี้ พมจ.ขอนแก่น ยังมอบเงินช่วยเหลืออีก 3,000 บาท

