ตม. แท็กทีม ป.ป.ส. ปิดเกมส์พ่อค้ายาข้ามชาติผิวสี หนีหมายจับตำรวจสากล ลอบส่งยาเสพติดเกือบ 20 กิโล
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ต.ท.สุริยะ พ่วงสมบัติ รอง ผกก.สืบสวน บก.ตม.1 พ.ต.ท.ทวีทรัพย์ ชัยภูมิ, พ.ต.ท.ธงไทย ไพเราะ สว.กก.สืบสวน บก.ตม.1 นายอนุสวัสดิ์ ศุขสวัสดิ ณ อยุธยา ,น.ส.พิชญา มณีนิล ,น.ส.สุธินี เตชาวงศ์ เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกันวางแผนสนธิจับกุม นายเอมมานูเอล (นามสมมติ) อายุ 40 ปี ที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านประตูน้ำ
สืบเนื่องจาก พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม.สั่งทุกหน่วย สตม.เน้นปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำความผิดกฎหมายอาญาในทุกรูปแบบอาชญากรรม โดยเฉพาะอาชญากรรมที่มีลักษณะการกระทำความผิดข้ามชาติ ซับซ้อน เป็นรูปแบบองค์กร โดยสั่งการมอบหมายให้ พล.ต.ต.ปรัชญา ประสานสุข และ พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. ควบคุมอำนวยการปฏิบัติให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนจับกุม
สืบเนื่องจาก กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 โดย พล.ต.ต.ประสาธน์ เขมะประสิทธิ์ ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.ปฏิญญา จีรชนาสิน รอง ผบก.ตม.1 ,พ.ต.อ.พลสิทธิ์ สุทธิอาจ ผกก.สืบสวน บก.ตม.1 รับการประสานความร่วมมือจาก สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) โดย พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมลเลขาธิการ ป.ป.ส. ,นายปฤณ เมฆานันท์ ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามยาเสพติด นายไกรวุฒิ มณีรัตน์ ผู้อำนวยการส่วนประสานการปราบปรามยาเสพติดระหว่างประเทศ
เนื่องจากทราบข้อมูลเบาะแสจากการปฏิบัติการข่าว เกี่ยวกับบุคคลต่างด้าวผิวสี ชื่อ นายเอมมานูเอล เชื่อว่าอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด พักอาศัยอยู่ในโรงแรมแห่งหนึ่งย่านประตูน้ำ และมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด จึงร่วมกันทำการสืบสวนเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย จากการสืบสวนโดยตรวจสอบในระบบสารสนเทศของ สตม. พบว่า นายเอมมานูเอลฯเป็นเป้าหมายในการสืบสวน เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรครั้งล่าสุดด้วย ประเภทวีซ่านักท่องเที่ยว(60วัน) แต่การอนุญาตสิ้นสุดลงแล้ว
นอกจากนี้ยังเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับตำรวจสากล ในฐานะพ่อค้ายาเสพติดข้ามชาติ ลอบส่งยาเสพติดน้ำหนัก 19 กิโลกรัม ผ่านบริษัทขนส่งไปจำหน่ายในเกาหลีใต้ หลบหนีหมายจับโดยซ่อนตัวอยู่ในกรุงเทพมหานครชั้นในมาเป็นเวลากว่า 1 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.ท.สุริยะ จึงนำกำลังลงพื้นที่รอบโรงแรมจนกระทั่งเวลาประมาณ 17.30 น.วันที่ 30 ก.ย. พบนายเอมมานูเอล เดินอยู่ริมถนนเพชรบุรี ห่างจากที่โรงแรมที่พักประมาณ 50 เมตร จึงแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายพร้อมทั้งแสดงบัตรประจำตัวให้ดู สอบถามชื่อเพื่อยืนยันตัวตน ซึ่งในเบื้องต้นนั้น นายเอมมานูเอล รับว่าคือคนเดียวกับบุคคลตามหมายจับตำรวจสากลดังกล่าวจริง และอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด โดยอยู่ในเมืองไทยมาตั้งแต่ปี 2559 เจ้าหน้าที่สอบถามว่ายังคงมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติดหรือไม่ แต่เจ้าตัวกลับปฏิเสธ เจ้าหน้าที่ไม่ปักใจเชื่อ จึงขยายผลเข้าตรวจสอบภายในห้องพักพบอุปกรณ์เสพยา
จึงควบคุมตัวนายเอมมานูเอล และพบอาวุธปืนขนาด 9 มม. จำนวน 1 กระบอก มีเลขทะเบียนซ่อนอยู่ในซองหนังพกใน พบปืนแบลงค์กันดัดแปลงลำกล้อง พร้อมชุดลั่นไกมีเข็มแทงชนวน อีก 2 กระบอกพร้อมแม็กกาซีนดัดแปลงสำหรับเครื่องกระสุนขนาด .38 ซ่อนอยู่ในกล่องเครื่องมือ พร้อมเครื่องกระสุนปืนขนาด 9 มม., ขนาด 11 มม. และขนาด .22 นิ้ว รวมเกือบ 80 นัด โดยมีทั้งที่บรรจุในแม็กกาซีนขึ้นลำพร้อมใช้ และซุกซ่อนตามจุดต่างๆในห้องพัก
นอกจากนี้ในกระเป๋าและถุงต่างๆที่อยู่ภายในห้องพบ เมทแอมเฟตามีน (ยาไอซ์) น้ำหนัก 2 กรัมเศษ ยาอีหรือ 3.4 เมทิลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 ซอง น้ำหนัก 1 กรัม เมทแอมเฟตามีนสีเขียวมิ้นอีกจำนวน 1 เม็ด

พ.ต.ท.สุริยะ สอบสวนนายเอมมานูเอล ให้การว่า อาวุธปืนพกสั้นขนาดต่างๆ ที่พบไม่ใช่อาวุธปืนของตนเอง เป็นของเพื่อนคนไทยี่มาจำนำไว้กับตน ส่วนยาเสพติดนั้นไม่ใช่ของตนเอง แต่เป็นของเพื่อนคนไทยอีกกลุ่มที่เข้ามาใช้ห้องของตนเป็นสถานที่มั่วสุมเสพยา และลืมนำกลับไปด้วย ชุดจับกุมจึงพาตัวไปตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดโดยละเอียดที่โรงพยาบาลผลการตรวจสอบพบว่าผลเป็นบวก(Positive) พบสารเมทแอมเฟตามีนในปัสสาวะของผู้ถูกจับ
ซึ่งผู้ต้องหายอมรับว่าตนเคยเสพยาไอซ์จริง แต่ไม่ได้เสพมา 1 วันแล้ว เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ถูกจับว่า “เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด , มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต , มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในความครอบครองโดยผิดกฎหมาย และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาไอซ์)” และเจ้าหน้าที่ได้แจ้งสิทธิ์ของผู้ถูกจับให้ทราบแล้ว โดย ผู้ถูกจับสามารถรับฟังภาษาไทยได้เป็นอย่างดี ควบคุมตัวส่ง พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

