สีกายุ หอบหลักฐานมอบ บิ๊กเต่า ยัน พระวัดดังปทุม พฤติกรรมไม่โปร่งใส แจงเหตุแตกหัก

2.10.25 | 16:08 น.

สีกายุ หอบหลักฐานมอบ บิ๊กเต่า ยัน พระวัดดังปทุม พฤติกรรมไม่โปร่งใส แจงเหตุแตกหัก


เมื่อเวลา 13.45 น. วันที่ 2 ตุลาคม ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม พร้อมด้วย นางกัญญาภัค ชไนเดอร์ หรือ สีกายุ น.ส.พัณณ์ชิตา ไชยเดช หรือทนายฟ้าใส และ ดร.ณัฐนันท์ สุดประเสริฐ นักกฎหมาย เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. และพนักงานสอบสวน บก.ปปป. เพื่อเข้าให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกครั้ง หลังเดินทางกลับจากประเทศเยอรมนี เกี่ยวกับกรณีที่เคยร้องขอให้ตำรวจ บก.ปปป. ตรวจสอบพฤติกรรมของพระอาจารย์ เจ้าอาวาสวัดดังแห่งหนึ่ง จังหวัดปทุมธานี ว่ามีการทุจริตยักยอกเงินของวัดไปใช้โดยมิชอบ

น.ส.กัญญาภัค หรือสีกายุ ยอมรับว่ารู้จักพระรูปดังกล่าวผ่านรายการโทรทัศน์ เคารพศรัทธาเพราะเห็นว่าเทศนาธรรมดี กระทั่งเมื่อได้ช่องทางติดต่อพูดคุยทางธรรมสักระยะ จึงนิมนต์พระไปยุโรป เมื่อปี 2016 เพื่อเผยแผ่พุทธวจน โดยตนเป็นคนออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด ระหว่างนั้นพระอาจารย์เห็นว่าคนยุโรปศรัทธาเยอะ ตนจึงแนะนำว่าหากพระอาจารย์จะมาอยู่ต้องเปิดเป็นองค์กร เมื่อพระอาจารย์สนใจ จึงได้มอบหมายให้เปิดสมาคม

แต่ต่อมาพฤติกรรมหลายๆ อย่างของพระอาจารย์ ส่อไปในทางทุจริต อาทิ ไม่ยอมให้ทำใบปวารณาให้ผู้บริจาค ตนเองจึงเอะใจ และเริ่มสงสัย นอกจากนี้ ยังมาทราบภายหลังว่าพระอาจารย์โกหกว่าเป็นเงินของพี่สาวทั้งที่เป็นเงินวัด เหมือนมีเจตนาปิดบังที่มาของเงิน จึงไม่ได้ต่ออายุวีซ่าให้พระอาจารย์ก่อนจะแตกหักกัน

Advertisement

ต่อมาตนโดนทางการเยอรมันดำเนินคดีฟอกเงินและยักยอกเงิน ทั้งที่จริงแล้วเงินจำนวนดังกล่าวถูกนำไปจัดทำกิจกรรมของมูลนิธิที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ จำนวนเกือบ 2 แสนยูโร ซึ่งตนก็ถูกผู้ตรวจสอบบัญชีเรียกไปสอบ และพระอาจารย์ก็แจ้งความตนด้วย

แต่สุดท้ายผลการตรวจสอบก็ไม่พบการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ใดๆ จึงเป็นเหตุให้ภายหลังตนแจ้งความกลับพระอาจารย์ฐานยักยอกแทน ในฐานะที่เป็นผู้สั่งการ แต่ตนไปแจ้งความที่ประเทศเยอรมนี ทั้งที่เหตุเกิดที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ทำให้สุดท้ายศาลยกฟ้อง เพราะเหตุเกิดคนละอำนาจเขตศาล ไม่ใช่การยกฟ้องเพราะไม่ได้ทำความผิด

“ส่วนทางด้านพระอาจารย์เอง ก็ฟ้องร้องตนเรื่องเงินค่าวีซ่า เงินเดือน เงินบริจาค อาหารแมว ทั้งอาญาและแพ่ง ความเสียหาย 13 ล้านบาทเศษ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาคดี ยังไม่มีคำพิพากษาใดๆ และไม่ได้เป็นไปตามที่ทนายวัดออกมาแถลงก่อนหน้านี้ พร้อมยืนยันมั่นใจในพยานหลักฐาน เพราะเป็นเอกสารที่มีการรับรองจากรัฐบาลต่างประเทศและศาล และยังมีบัตรเอทีเอ็มธนาคารเยอรมัน ซึ่งมีเงิน 9 หมื่นยูโร มาเป็นหลักฐานด้วยว่าเงินไม่ได้หายไปไหน”

ขณะที่ นายอนันต์ชัยกล่าวว่า ประเด็นเงิน 12.2 ล้านบาท ที่ทนายวัดอ้างว่าอยู่ในบัญชีธนาคารเยอรมัน แต่จากเอกสารที่ทนายวัดนำมาแสดง พบว่าเงินไม่ได้อยู่ในบัญชีธนาคาร แต่เป็นการนำเงินไปลงทุนกองทุน 4 พอร์ต จำนวนรวมเกือบ 2 แสนยูโร และปรากฏว่าขาดทุน 1 หมื่นยูโร หรือติดลบ 4.73% ดังนั้น จึงเป็นจำนวนเงินที่วัดบอกว่าหายไป

นอกจากนี้ ตามกฎหมายแล้วเงินของวัดไม่สามารถนำไปแสวงหาประโยชน์ใดๆ หรือลงทุนลักษณะนี้ได้ และมูลนิธิคือสมาคมไม่แสวงหาผลกำไร อีกทั้งเป็นมูลนิธิต่างประเทศ ที่กฎหมายไทยไม่รองรับ เมื่อพระอาจารย์ มีอำนาจเบิกจ่ายคนเดียว เพราะเป็นประธานมูลนิธิ และเงินไม่มีอยู่ในบัญชีมูลนิธิแล้ว แต่อยู่ในพอร์ตการลงทุน เป็นเพียงมูลค่า ผิดถูกอย่างไรก็ให้ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน

ส่วนประเด็นที่มีผู้บริจาคที่ดินให้วัด แต่พระอาจารย์โอนเป็นชื่อตนเอง จนตอนหลังมีการฟ้องร้องและที่ดินกลับคืนสู่เจ้าของเดิม นายอนันต์ชัยยืนยันว่า เมื่อเจ้าของเดิมมีความประสงค์บริจาคที่ดินให้วัดแล้ว ที่ดินนั้นย่อมกลายเป็นที่ธรณีสงฆ์ แม้จะเป็นเพียงการเปล่งวาจา ไม่ได้ทำเป็นลายลักษณ์อักษร แต่หากจะจำหน่ายจ่ายโอนที่ดิน ต้องออกเป็นพระราชบัญญัติเท่านั้น และที่ดินจะไม่สามารถกลับคืนสู่เจ้าของเดิมได้ เพราะบริจาคแล้วย่อมต้องเป็นของวัด กรณีนี้เจ้าของที่ดินเดิม หากไม่โอนให้วัด ก็ย่อมมีความผิดด้วย ส่วนพระอาจารย์ก็ผิดวินัยสงฆ์ ซึ่งทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและมหาเถรสมาคมต้องเป็นผู้ดำเนินการเอาผิด