เหยื่อกว่า 20 ราย แจ้งจับ “ร่างทรงพญานาค” หลอกบูชาวัตถุมงคล เสียหายกว่า 20 ล้าน

7.10.25 | 12:15 น.

“กลุ่มผู้เสียหายร้องกองปราบ เอาผิด “ร่างทรงพญานาค” หลอกบูชาวัตถุมงคล อ้าง เสริมดวง–เสริมบารมี บางรายถึงขั้นผ่อนของขลัง สูญเงินร่วม 20 ล้าน“


เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ที่ศูนย์รับแจ้งความ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.)
นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคมพากลุ่มผู้เสียหายเกือบ 20 ราย เข้ายื่นแจ้งความพนักงานสอบสวน กองปราบฯ เพื่อดำเนินคดีกัยร่างทรงพญานาค หรือที่รู้จักในชื่อ “ร่างทรงพระชายาองค์อินทร์” และ “องค์เพชรภัทรนาคา” หลังพบพฤติการณ์หลอกลวงให้ร่วมบูชาวัตถุมงคล เครื่องรางของขลัง อ้างเสริมดวง เสริมบารมี ทำให้ชีวิตรุ่งเรือง รวมความเสียหายกว่า 20 ล้านบาท
โดยกลุ่มผู้เสียหายที่ถูกชักชวนให้ร่วมพิธีกรรมและเช่าบูชาวัตถุมงคล ซึ่งอ้างว่าสามารถเสริมดวงชะตา เพิ่มวาสนา หรือทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับไม่เป็นตามที่กล่าวอ้าง หลายรายถึงขั้นต้อง “ผ่อนของขลัง” ทั้งที่มีภาระหนี้สิน จึงเห็นว่าน่าจะเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน และอาจเข้าข่ายผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)อีกด้วย

น.ส.เอ (นามสมมุติ) อายุ 46 ปี หนึ่งในผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ตนเริ่มบูชาวัตถุมงคลกับ “อาจารย์มิ้น” ผู้ที่อ้างเป็นร่างทรงหญิงของพญานาค โดยถูกชักชวนให้ร่วมพิธีและผ่อนชำระวัตถุมงคลราคาแพง อ้างว่าเป็นของเฉพาะบุคคล เทวดาเลือกเองให้ผู้มีบุญเท่านั้นถึงจะได้ครอบครอง ตอนแรกที่ตนศรัทธา เพราะอาจารย์สอนธรรมะ ดูมีเมตตา แต่พอเวลาผ่านไปเริ่มสังเกตว่ามีการเรียกบูชาซ้ำ ๆ จากคนเดิม ๆ ตรวจสอบพบว่าของที่ขายต้นทุนถูกมาก ดวงแก้วที่บอกว่าศักดิ์สิทธิ์ราคาแค่หลักร้อย แต่ขายหลักหมื่นถึงสี่หมื่นบาท หลังมีข่าวเผยแพร่ อาจารย์ร่างทรงได้บล็อกการติดต่อและปฏิเสธคืนเงินด้วย

ส่วนนายรณณรงค์ เปิดเผยว่า ผู้ถูกกล่าวหาใช้นาม “อาจารย์มิ้น” อ้างว่าเป็น “พระชายาพญานาค” มีพฤติการณ์หลอกลวงประชาชนให้เชื่อในอิทธิฤทธิ์ของวัตถุมงคล ซึ่งมีต้นทุนจริงราคาต่ำมาก แต่ขายในราคาหลักหมื่นถึงหลักแสนบาท

Advertisement

“ถ้าอาจารย์มิ้นศักดิ์สิทธิ์จริง ผมขอเชิญให้นำวัตถุมงคลของผู้เสียหายมาพิสูจน์ที่กองปราบ ว่าศักดิ์สิทธิ์จริงหรือไม่ พร้อมฝากถึงกลุ่มร่างทรงว่า “ธรรมะพระพุทธเจ้าไม่ต้องผ่อน ศึกษาและปฏิบัติได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องถือของขลังถึงจะได้บุญ”

ทนายรณณรงค์ กล่าวอีกว่า ตนตั้งข้อสังเกตว่า ในการโปรโมตสินค้าของร่างทรงดังกล่าว มีการใช้ภาพดาราและศิลปินถือวัตถุมงคล ซึ่งอาจสร้างความเข้าใจผิดให้ประชาชนเชื่อถือมากขึ้น โดยขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบว่าดาราศิลปินเหล่านั้นมีส่วนรู้เห็นหรือไม่

นายรณณรงค์ กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า หลังจากนี้มูลนิธิฯ จะรวบรวมข้อมูลผู้เสียหายเพิ่มเติม เพื่อเสนอต่อรัฐสภาให้พิจารณามาตรการควบคุมกลุ่มที่อ้างตนเป็นร่างทรงหรือผู้มีบารมีทางศาสนา เพื่อหาผลประโยชน์จากความศรัทธาของประชาชนอีกด้วย