จับหนุ่มใหญ่ตรอกสาเก ขโมยเครื่องทำกาแฟ มูลค่าเกือบครึ่งแสน พบคดีติดตัว 14 คดี
เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 12 ตุลาคม พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น.ดูแลงานสืบสวน พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผบก.น.1 พ.ต.อ.ศักยะ แสงวรรณ รอง ผบก.น.1 พ.ต.อ.คงศักดิ์ ศรีโหร ผกก.สน.ดุสิต พ.ต.ท.สุรพันธ์ พันเปี่ยม รอง ผกก.สส.สน.ดุสิต พ.ต.ต.วุฒิพงษ์ จันทวงศ์ สว.สน.ดุสิต และชุดสืบสวน สน.ดุสิต ร่วมกันจับกุม นายพชร (สงวนนามสกุล) อายุ 45 ปี พร้อมของกลาง กาไฟฟ้า จำนวน 2 ใบ ปั๊มเครื่องชงกาแฟ จำนวน 1 ตัว ราคาประมาณ 30,000-40,000 บาท กล้องวงจรปิด จำนวน 1 ตัว เตาไฟฟ้า จำนวน 1 ตัว จับกุมได้บริเวณริมถนนอัษฎางค์ หน้าปากซอยตรอกสาเก แขวงวัดบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม เวลาประมาณ 17.30 น.ที่ผ่านมา
สืบเนื่องเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2568 ชุดสืบสวน สน.ดุสิต ได้รับแจ้งจากผู้เสียหายเจ้าของร้านกาแฟแห่งหนึ่ง เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2568 ลงเวลา 10.09 น. เดินทางไปตรวจที่เกิดเหตุ จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุทราบว่า ผู้ก่อเหตุเป็นชาย สวมเสื้อยืดคอกลมสีส้ม กางเกงขาสั้นสีแดง สวมรองเท้าแตะ สะพายกระเป๋าสะพายข้างสีดำ ยังไม่ทราบชื่อ-สกุลจริง หลังจากก่อเหตุได้หลบหนีไป ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามเส้นทางที่หลบหนี ทราบว่าผู้ก่อเหตุได้หลบหนีจากจุดเกิดเหตุโดยการเดินเท้ามุ่งหน้ามาถนนพระราม 5 และได้เรียกรถแท็กซี่เพื่อหลบหนีไป เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้ออกติดตามไล่กล้องวงจรปิดในเส้นทางที่ผู้ก่อเหตุหลบหนี
ต่อมาเวลาประมาณ 17.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ทราบว่า ผู้ก่อเหตุรายดังกล่าวได้ไปหลบซ่อนอยู่บริเวณริมถนนอัษฎางค์ หน้าปากซอยตรอกสาเก แขวงวัดบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และได้เดินทางไปตรวจสอบ เมื่อไปถึงพบชายที่ต้องสงสัยซึ่งมีลักษณะรูปพรรณและการแต่งกายตรงตามที่ปรากฏในกล้องวงจรปิดกับผู้ที่ก่อเหตุดังกล่าว จึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและทำการตรวจค้น ก่อนทำการตรวจค้นได้แสดงความบริสุทธิ์ใจจนเป็นที่พอใจแก่ผู้ถูกตรวจค้นแล้ว ผลการตรวจค้นทราบว่าชายดังกล่าวมีชื่อว่า นายพินิจ และพบทรัพย์สินที่นายพินิจ ครอบครองอยู่ขณะตรวจค้นพบของกลางรายการทรัพย์สินดังกล่าวตรงกับรายการที่รับแจ้งหายต้องสงสัยว่าจะเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้เชิญตัวนายพินิจ พร้อมทรัพย์สินดังกล่าวมายัง สน.ดุสิต เพื่อตรวจสอบ
ต่อมาเวลาประมาณ 19.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้เชิญตัวผู้เสียหายในคดีดังกล่าวให้มาชี้ยืนยันว่า ทรัพย์สินดังกล่าวนี้คือทรัพย์สินของตนที่หายไปหรือไม่ ผู้เสียหายให้การชี้ยืนยันว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของตนที่หายไปจริง โดยทำไปเพื่อหวังหาเงินใช้จ่าย จากการตรวจสอบมีคดีติดตัว 14 คดี ส่วนใหญ่เป็นคดีลักทรัพย์ โดยไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง แล้วเคยนำข้าวรับบริจาคมาขายต่อ เบื้องต้นแจ้งข้อหา “ลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองทรัพย์ในเคหสถาน” ก่อนนำตัวพร้อมของกลางดังกล่าวส่งพนักงานสอบสวน สน.ดุสิต เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป


