แม่ ด.ญ.เหยื่อค้ากาม จ.แม่ฮ่องสอน ขอ “ดีเอสไอ” รับเป็นคดีพิเศษ-คุ้มครองพยาน หลังถูกคนอ้างเป็นหน่วยงานความมั่นคงโทรข่มขู่ ด้าน “รองอธิบดีดีเอสไอ” ให้ “ผอ.ศูนย์ต่อต้านค้ามนุษย์” เร่งพิจารณา ระบุ ทำคดีไม่ทับซ้อนกับตร.
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 26 เมษายน ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มารดาของ ด.ญ.เหยื่อ ค้ากาม ในพื้นที่ สภ.น้ำเพียงดิน จ.แม่ฮ่องสอน พร้อมด้วยนายเกิดผล แก้วเกิด ทนายความ เดินทางเข้าร้องเรียนต่อพ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เพื่อขอให้รับคดีดาบตำรวจนายหนึ่ง ในพื้นที่ สภ.น้ำเพียงดิน บังคับค้าประเวณี เป็นคดีพิเศษ โดยมีพ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร รองอธิบดีดีเอสไอ พ.ต.ท.คมวิชช์ พัฒนรัฐ รักษาการตำแหน่งผู้อำนวยการ ศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ ดีเอสไอ และพ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารคดีพิเศษ เป็นผู้รับเรื่อง
นายเกิดผลกล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 24 เมษายนที่ผ่านมา นายบุญญฤทธิ์ นิปวณิชย์ ประธานสหพันธ์ปลัดอำเภอแห่งประเทศไทย (ส.ปอ.ท.) ได้เดินทางไปยื่นหนังสือต่อศูนย์ปฏิบัติการดีเอสไอ ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ เพื่อขอให้ดีเอสไอตรวจสอบคดีค้ามนุษย์ที่ จ.แม่ฮ่องสอน ว่ามีความเป็นมาอย่างไร และมีใครเป็นผู้เกี่ยวข้องบ้าง พร้อมทั้งให้รับคดีนี้เป็นคดีพิเศษ ซึ่งในวันนี้จึงนำข้อมูลเกี่ยวกับคดีที่เกิดขึ้นมาให้ และให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน ส่วนดีเอสไอจะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของดีเอสไอว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าที่เราจะเข้าไปพบ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ทางเรามีเจตนาว่าอยากให้ดีเอสไอรับคดีดังกล่าวไว้เป็นคดีพิเศษ เนื่องจากที่ผ่านมา การทำงานของตำรวจภูธรจังหวัด หรือตำรวจภูธรภาค 5 ไม่มีความคืบหน้า แต่หลังจากที่ได้เข้าพบ รอง ผบ.ตร. แล้ว ก็มีการดำเนินการอย่างเด็ดขาด มีการออกหมายเรียกและหมายจับ ทางครอบครัวผู้เสียหายก็มีความพึงพอใจ
“แต่ก็ยังมีความกังวลอยู่นิดๆ ตำรวจในพื้นที่ ตำรวจภาค 5 ก็ดีเป็นตำรวจด้วยกันจับกุมด้วยกัน เราก็ยังกังวลใจบ้าง ที่สำคัญคือมีการเชื่อมโยงไปถึงผู้ใหญ่ในระดับ จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งในวันนี้ก็ความพยายามโทรศัพท์ติดต่อคุณแม่ให้ไปพบผู้ใหญ่จังหวัด เราก็มีความกังวลใจว่าเป็นลักษณะอย่างนี้มันเป็นการข่มขู่คุกคามหรือไม่ ซึ่งเราก็จะหารือกับดีเอสไอในประเด็นนี้เพิ่มเติม” นายเกิดผลกล่าว

ทนายความกล่าวต่อว่า สำหรับบุคคลที่พยายามโทรศัพท์มาติดต่อให้มารดาของ ด.ญ. เข้าไปพบนั้น เป็นผู้ที่เกี่ยวกับหน่วยงานความมั่นคง ซึ่งยังไม่ทราบรายละเอียด เพราะไม่ได้คุยอะไรมาก เนื่องจากเป็นการโทรศัพท์ติดต่อมายังมารดาโดยตรง ทางมารดาจึงบอกว่าหากมีอะไรให้ติดต่อผ่านทนายความก่อน แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการติดต่อกลับมา ทำให้ยังไม่ทราบว่าจะคุยเรื่องอะไร โดยเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ทางตำรวจได้มีการออกหมายจับผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 25 เม.ย.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ ทางมารดาก็ต้องการที่จะติดต่อขอให้ดีเอสไอดำเนินการคุ้มครองพยานด้วย
ด้าน พ.ต.ท.กรวัชร์กล่าวว่า สำหรับการที่มารดาของผู้เสียหายต้องการให้ดีเอสไอดำเนินการคุ้มครองพยานนั้น ในวันนี้เราจะรับเรื่องนี้ไว้สืบสวนตามกฎหมายของดีเอสไอ และจะมอบหมายให้ พ.ต.ท.คมวิชช์ไปดูเรื่องการคุ้มครองพยาน ในกรณีที่เขาเกรงว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัย ซึ่งดีเอสไอจะรีบพิจารณาให้เบื้องต้น อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้เราจะทำการตรวจสอบรายละเอียดว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ว่ามีหน่วยงานใดหรือบุคคลใดที่ได้ร่วมกันโทรศัพท์ติดต่อมายังผู้เสียหาย เพื่อที่จะได้รู้วัตถุประสงค์ว่าติดต่อมาเรื่องอะไร ส่วนจะเข้าข่ายเป็นการข่มขู่พยานหรือไม่ ขอให้เราได้พูดคุยกรายละเอียดทั้งหมดกับผู้เสียหายก่อน
รองอธิบดีดีเอสไอกล่าวต่อว่า กระบวนการของการเข้าเป็นคดีพิเศษ จะต้องเข้าตามมาตรา 21 คือ มีความยุ่งยาก สลับซับซ้อน หรือมีผู้มีอิทธิพล ก็ได้พิจารณาเบื้องต้นตามสื่อที่มีอยู่ ถ้ามีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เข้าไปเกี่ยวข้องจะเข้าสู่การเป็นคดีพิเศษ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทางตำรวจได้ดำเนินการคดีนี้ไปค่อนข้างรวดเร็วแล้ว โดยเราอาจจะมีการประสานขอข้อมูลไปยังตำรวจ เพื่อช่วยกันในเรื่องการสืบสวนและดำเนินการในเรื่องนี้ โดยขณะนี้ก็ให้ทางตำรวจได้ดำเนินการไปก่อน ส่วนเงื่อนไขของการจะเข้ามาเป็นคดีพิเศษ ก็ขอให้เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการพิจารณาไม่นาน ทั้งนี้ หากดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษก็จะรับข้อมูลทั้งหมดจากตำรวจมาเลย โดยงานจะไม่ทับซ้อนกัน

