พ่อน้องพีท ร้องกองปราบ ลูกชายถูกรุ่นพี่ร่วมสถาบัน ทำร้ายสาหัส หวั่นคดีไม่คืบ

14.10.25 | 11:58 น.

พ่อน้องพีท ร้องกองปราบ ลูกชายถูกรุ่นพี่ร่วมสถาบัน ทำร้ายสาหัส หวั่นคดีไม่คืบ

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม นายธมนันท์ แตงทิม หรือจ่าคิงส์ แตงทิม สะพานใหม่ และนายมานพ สีเหลือง ทีมงานจ่าคิงส์ พร้อมผู้เสียหาย นายคม อายุ 53 ปี (นามสมมุติ) พ่อของน้องพีท (สงวนชื่อ-นามสกุล) อายุ 23 ปี นักศึกษาปี 1 สาขาการจัดการการก่อสร้าง มหาวิทยาลัยชื่อดังย่านปทุมวัน ได้รับบาดเจ็บสาหัส เปิดเผยว่า เหตุเกิดเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 68 ลูกชายร่วมกิจกรรมทำซุ้ม ไว้ใช้ร่วมในกิจกรรมซ้อมรับปริญญาของมหาวิทยาลัย

ต่อมาช่วงเวลา 18.00 น. ทางรุ่นพี่โทรศัพท์เข้ามาแจ้ง ว่าน้องพีทสลบไป จึงได้พามาส่งโรงพยาบาล แต่อีกสักพักทางโรงพยาบาล โทรมาแจ้งกับว่าน้องโดนทำร้ายร่างกาย อาการสาหัสและหัวใจได้หยุดเต้นไป ซึ่งทางคุณหมอได้ทำการปั๊มชีพจรขึ้นมาได้ ขอให้ตนเองเข้ามาที่โรงพยาบาลโดยเร็ว

เมื่อไปถึงโรงพยาบาลฯแล้ว คุณหมอแจ้งว่าน้องพีท อาการค่อนข้างสาหัส หมดสติ หัวใจหยุดเต้น แต่ทีมแพทย์ได้ทำการปั๊มหัวใจกลับมาได้ และพบว่าลูกชายมีอาการบอบช้ำที่อกและแขนปอดรั่ว และยังไม่รู้สึกตัว ต้องดูอาการทางสมองอีกที ซึ่งวันนั้นตนเองเห็นว่ามีรุ่นพี่ ปี 2 อยู่ด้วยประมาณ 5 คน หลังจากที่สอบถามว่าเกิดอะไรขึ้นรุ่นพี่ยอมรับว่าทำร้ายร่างกายน้องแต่ยอมรับเพียงคนเดียว ซึ่งจากคำตอบทำให้ตนเองรู้สึกตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

วันถัดมา วันที่ 8 ต.ค. 68 ทางมหาลัยฯ ได้ติดต่อเพื่อให้เข้าไปพบ และได้มีการพูดคุยเรื่องมาตรการหาคนกระทำความผิด โดยทางมหาวิทยาลัยได้เปิดกล้องวงจรปิดดู ซึ่งจากภาพวงจรปิดเห็นเพียงตอนรุ่นพี่นำตัวน้องส่งโรงพยาบาล แต่บริเวณจุดเกิดเหตุกลับไม่มีกล้องวงจรปิด โดยอาจารย์ได้บอกข้อมูลว่า น้องพีทถูกกระทำ 2 ครั้ง ครั้งแรกช่วงเช้าที่ห้องเรียน และครั้งที่สองช่วงบ่าย โดยรุ่นพี่บางคนไม่พอใจ จึงเรียกมาซ่อม จากสาเหตุไม่ตอบไลน์และติดต่อไม่ได้ จึงได้ทำร้ายน้องพีทจนสลบและเลือดออกปาก กับ จมูก และได้ลากตัวน้องไปห้องน้ำ จับหัวน้องพีทกดน้ำเพื่อให้น้องฟื้นแต่น้องไม่ฟื้นจึงเกิดการตกใจ แตกตื่นพาน้องส่งโรงพยาบาล และทางแม่บ้านไปเห็นคราบเลือดในห้องน้ำจำนวนมาก

Advertisement

ต่อมา ทางมหาวิทยาลัยได้ติดตามผู้กระทำความผิดมาได้จำนวน 1 คน และได้พาไปชี้จุดเกิดเหตุว่าเกิดจุดไหนในมหาวิทยาลัย จากนั้นได้พาตัวไปแจ้งความที่ สน.ปทุมวัน ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ลูกชาย บาดเจ็บที่ หน้าอก ศีรษะ และตามร่างกาย เมื่อได้เอ็กซเรย์อย่างละเอียด พบปอดฉีกขาด ยังไม่รู้สึกตัว ขณะนี้พักรักษาตัวอยู่ห้อง ICU

นายอาคม กล่าวด้วยว่า ที่ออกมาร้องเรียนในวันนี้เนื่องจากอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ปทุมวัน ได้ทำการสอบสวนติดตามผู้ก่อเหตุมาให้ได้ เนื่องจากไม่เชื่อว่ามีผู้ก่อเหตุเพียง 1 คน เชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีรุ่นพี่หลายคนที่ร่วมกันก่อเหตุทำร้ายร่างกายน้องพีท

ด้านนายมานพ กล่าวว่า ครอบครัวทราบอยู่แล้วว่าลูกถูกทำร้ายและบาดเจ็บสาหัส แต่ที่ติดใจเพราะไม่เชื่อว่ามีผู้กระทำผิดแค่คนเดียว มองว่าน่าจะมีอีกหลายคนที่กระทำผิดร่วมกัน วันนี้ตนได้ยกประวัติของการรับน้อง และเด็กที่ถูกทำร้ายมีตั้งแต่ปี 2562 เช่นในปีนั้น ในจังหวัดเชียงใหม่มีการใช้ก้านกล้วย ตีรุ่นน้อง จนพ่อแม่ต้องพาตัวลูกไปลาออก

ปี 2564 ก็มีเหตุการณ์ที่ไม่ต่างกันเกิดขึ้น มีเด็กโดนตีจำนวน 14 คนในสถาบันเดียวกันโดยโดนคนละ 2 ครั้งเวียนไปจนถึงคนที่ 7 จนเด็กคนดังกล่าวช็อคและเสียชีวิตในภายหลัง ปี 2565 ที่จังหวัดนครราชสีมา มีการทำร้ายนักศึกษา ปวส.ปี 1 เสียชีวิต ปี 2566 ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยารุ่นน้องถูกรุ่นพี่ทำร้ายเสียชีวิต ปี 2567 ที่จังหวัดนนทบุรี เรื่องนี้ถือว่าแสบมากเพราะลูกถูกทำร้ายภายในโรงเรียน ร่วมกับพ่อ เพราะพ่อเห็นว่าลูกถูกทำร้ายตั้งแต่รับน้องก่อนจะพาลูกไปย้ายสาขา แล้วถูกทำร้ายภายในวิทยาลัย

ปี 2568 เป็นนักศึกษาหญิง ถูกทำร้ายเหมือนกันนี่ถือเป็นสิ่งที่น่ากลัวมากสำหรับสังคมไทยเพราะเราส่งลูกไปเรียนและหวังว่าลูกจะได้รับการศึกษา แต่ผลปรากฏว่า เด็กที่เข้าเรียนปี 1 และโดนรับน้องหรือสาเหตุอะไรก็ตามกลับถูกทำลายและไม่มีความปลอดภัยในสถาบัน ซึ่งความจริงแล้วในสถาบันการศึกษาควรเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุด สำหรับคนที่เข้าไปเรียนหนังสือกลับกลายเป็นว่ามีบางเคสที่ถูกทำร้าย ซึ่งเคสนี้ครอบครัวมีความเสียใจเป็นอย่างมากกับสิ่งที่เกิดขึ้นว่าทำไมลูกเข้าไปเรียน และเลือกเรียนที่นี่ แม้จะมีเพื่อนที่ออกไประหว่างทางแต่ลูกกลับตั้งใจที่จะเรียนอยู่กลับไม่ได้รับความปลอดภัย สู้ให้ออกตั้งแต่แรกไม่ดีกว่าหรือ

นายมานพ กล่าวอีกว่า เคสนี้น่าจะไม่เข้าข่ายเรื่องของความผิดจากมาตรา 295 ที่เป็นการทำร้ายเล็กๆน้อยๆแต่ตนมองว่าในเคสนี้ น่าจะเข้าข่ายมาตรา 297 เพราะผู้เสียหาย มีอาการปอดฉีก หัวใจหยุดเต้นกะทันหัน และนอนเป็นผักอยู่ในโรงพยาบาล แต่คนที่เล่าให้พ่อฟังกลับบอกว่า “เป็นการบันดาลโทสะในการกระทำ” ซึ่งจริงๆแล้วมันไม่ใช่เพราะ ผู้เสียหายไม่ได้ไปข่มเหง คนที่กระทำผิดเลย แต่ผู้เสียหายเป็นเพียงแค่คนที่รับเรื่องราวมา “สั่งให้ทำอะไรก็ทำ ไม่ได้ข่มเหงแต่กลับถูกทำร้ายและต้องนอนอยู่ในโรงพยาบาล”

ด้าน จ่าคิงส์ เปิดเผยว่า ครอบครัวอยู่ในอาการเศร้าใจอย่างหนัก จึงมาร้องขอความเป็นธรรมกับตนเอง เพราะพ่อแม่และญาติพี่น้องต่างนอนไม่หลับ เนื่องจากน้องพีทยังนอนโคม่าอยู่ในโรงพยาบาล ไม่ฟื้นตัว มีเลือดออกทางปากและหู ตนอยากให้การรับน้องยุติลงเพราะผู้ปกครองพาลูกมาเรียนก็เพื่อให้ได้รับความรู้และความปลอดภัย ไม่ใช่มาเสี่ยงอันตรายจากกิจกรรมเช่นนี้ พร้อมกันนี้อยากฝากถึงท่านผู้กำกับการ สน.ปทุมวัน ให้ช่วยเร่งตรวจสอบและจับกุมผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีให้ถึงที่สุด