กลุ่มสว.สำรอง ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาทุจริต เอาผิด กกต. 8 รายในความผิดม.157 จากคดีฮั้วเลือกตั้งสว. ซัดพฤติกรรมชัดเข้าข่ายยื้อเวลา
เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถนนเลียบทางรถไฟ นายวิเชียร ศรีสุด และสมาชิกชมรมสภาเที่ยงธรรม พร้อมด้วย พ.ต.อสมพล เรืองเกตุพันธุ์ อดีตผู้สมัครส.ว.ที่เข้ารอบสุดท้าย รวมทั้งหมด 2 คนเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง กกต.ทั้ง 8
สืบเนื่องจาก เมื่อเดือน กันยายนนายวิเชียร ศรีสุด ประธานสภาชมรม “สภาเที่ยงธรรม” หรือภาคีเครือข่ายเพื่อการปฏิรูสถาบันนิติบัญญัติ หรือเรียกชื่อย่อว่า “ภปน” ได้รับร้องเรียนจาก ส.ว.สำรอง และอดีตผู้สมัคร ส.ว.ว่า กกต.ได้ทำสำนวนการยื่นถอดถอน ส.ว.จำนวน 138 คน เป็นระยะเวลานานเกิน 1 ปี โดยคณะกรรมการ กรรมการ และเลขาธิการ ไม่ได้ควบคุม กำกับ ดูแล ตรวจสอบและเร่งรัด การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ทำให้สำนวนการถอดถอน ส.ว.เกิดความล่าช้า กกต.จึงยังไม่ส่งสำนวนการยื่นถอดถอนส.ว.ไปยังศาลฎีกาแผนกเลือกตั้ง ทำให้ ส.ว.สำรองและอดีตผู้สมัคร ส.ว.ได้รับความเสียหาย เนื่องจากเมื่อไม่มีการยื่นสำนวนถอดถอน ส.ว.ไปยังศาลฎีกาทำให้ ส.ว.สำรองไม่อาจเลื่อนขึ้นไปแทนที่ ส.ว.ที่ถูก ยื่นถอดถอนได้ และหากจำนวนส.ว.ที่เหลือไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ซึ่งจะทำให้อดีตผู้สมัคร ส.ว. มีการเลือกตั้งซ่อมขึ้นแทน ตำแหน่งของส.ว.ที่เหลืออยู่ได้ตาม พรป./สว/61มาตรา 62,มาตรา 45

นายวิเชียร ศรีสุด จึงได้มอบคดีที่ กกต.ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.157 ประกอบด้วย พรป/ปปช. ม.172 ให้ พ.ต.อ.สมพล เรืองเกตุพันธุ์ ทนายความ ทนายความประจำชมรม “สภาเที่ยงธรรม” รับคดีไปดำเนินการยื่นฟ้อง กกต.ทั้ง 8 คน รวมทั้งนายแสวง บุญมี และ นายอิทธิพร บุญประคอง กับพวก ยังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เขตตลิ่งชันเพื่อยื่นฟ้อง กกต.ทั้ง 8 ต่อไป
พ.ต.อ.สมพล ทนายความประจำชมรมสภาเที่ยงธรรม เปิดเผยว่า ตัวเองได้รับมอบหมายจากสภาเที่ยงธรรมให้ดำเนินการฟ้องร้องกกต. ทั้ง 8 คน หลังพบพฤติกรรมเข้าข่ายยื้อกระบวนการสอบสวนคดีฮั้วสว. เพราะส่วนตัวมองว่าคดีดังกล่าวควรต้องเร่งดำเนินการสืบสวนสอบสวนตั้งแต่วันที่มีการประกาศผลเลือกตั้ง คือวันที่ 10 กรกฎาคม 2567 โดยคดีนี้ตามหลักแล้วจะต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ปี แต่พบว่าล่วงเลยมากว่าสามเดือนแล้วก็ยังไม่มีความคืบหน้า ซึ่งคดีนี้การสอบสวนอยู่ในอำนาจหน้าที่ของกกต.และกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ซึ่งขณะนี้ดีเอสไอสืบสวนสอบสวนแล้วเสร็จและได้ส่งเรื่องให้กกต.ตรวจสอบภายในกรอบระยะเวลา 60 วันนับแต่ที่ได้รับสำนวน เพื่อส่งสำนวนต่อไปให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเพื่อพิจารณาตัดสิน แต่กลับพบว่ากกต. ได้ตั้งหลักเกณฑ์ใหม่ โดยส่งสำนวนไปยังคณะต่าง ๆ ของกกต. ที่ตั้งขึ้นมาเอง จึงมองว่าเป็นการยื้อเวลา เพราะหากนับรวมทุกขั้นตอนจะต้องใช้เวลามากกว่า 8 เดือน จึงจะสามารถส่งสำนวนให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งได้ ซึ่งจุดนี้ตัวเองมองว่า ไม่น่าจะต้องใช้ระยะเวลานานขนาดนั้น
ภายหลังยื่นคำร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้รับคำฟ้อง เป็นคดีหมายเลขดำที่ อท.182/2568 โดยจะนัดให้มาตรวจคำฟ้องในวันที่ 3 พ.ย. 2568 เวลา 09.30 น.

