ดีอี ตรวจสอบบริษัทรับจ้างสแกนม่านตา ในพื้นที่ภาคอีสาน สั่งบริษัทชี้แจง-ปิด หากนำข้อมูลไปก่ออาชญากรรม
เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 17 ตุลาคม ที่อาคารกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ จากกรณีที่มีชาวบ้าน จ.สุรินทร์ แห่สแกนม่านตาเพื่อแลกรับเหรียญเป็นเงินคริปโทครั้งละ 500-2,000 บาท และมีการตั้งบริษัทกระจายไปหลายจังหวัดในพื้นที่นั้น
นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า ตอนนี้กำลังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้กระทรวงดีอีตรวจสอบอยู่ เพราะเท่าที่ทราบมาเบื้องต้นเป็นการว่าจ้างจากบริษัทมหาชนในเมืองไทย ร่วมมือกับบริษัทระดับโลก กระจายตัวอยู่ในจังหวัดต่างๆ ซึ่งมีการรับสแกนม่านตาเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูล ตอนนี้กำลังตรวจสอบว่ามีความผิดด้านกฎหมายอิเล็กทรอนิกส์หรือไม่ อย่างไร

นายพชรเผยว่า แต่เท่าที่ตรวจสอบพบว่าเป็นการว่าจ้าง แบบไม่ให้เป็นเงินสดตอบแทน และให้เป็นเหรียญอิเล็กทรอนิกส์แทน โดยบริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทระดับโลก ทำเช่นนี้ในหลายประเทศ เบื้องต้นบอกว่าแค่ใช้วิธีสแกนม่านตาเพื่อออกบาร์โค้ดแลกโทเคน จากนั้นก็ลบข้อมูลม่านตาทันที
ผู้สื่อข่าวถามว่า การว่าจ้างแบบนี้มีผลประโยชน์ต่อกันหรือไม่ น.ส.สุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า ตอนนี้เข้าใจว่าผู้ที่รับจ้างได้รับผลตอบแทนเป็นโทเคนเข้าไปในระบบวอลเล็ต ซึ่งกรณีนี้นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีข้อกังวลและสั่งการทางศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลให้ตรวจสอบว่าการสแกนม่านตาดังกล่าวมีการนำข้อมูลเอาไปใช้ทำอะไร และได้มีการพูดถึงในคณะกรรมาธิการแล้ว ซึ่งกระทรวงได้ติดต่อไปทางบริษัทผู้ว่าจ้างให้ส่งเอกสารยืนยัน การนำข้อมูลที่รวบรวมว่าไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อะไร กำลังตรวจดูอย่างเข้มข้น

น.ส.สุชาดาระบุว่า หากการแสกนม่านตาเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ใช้งานในระดับโลก ทางเราก็จะไม่ไปจำกัด แต่ถ้าเป็นการใช้เทคโนโลยีมาทำร้ายพี่น้องประชาชน หรือละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เราระงับแน่นอน ส่วนในอนาคตหากการเก็บข้อมูลตรงนี้ถูกนำไปใช้กับ AI และมีผลกระทบกับประชาชน ตรงนี้จะมีมาตรการดูแลอย่างไรนั้น ทางกระทรวงกำลังดำเนินการอย่างเข้มข้น พร้อมยืนยันว่าไม่เกินสัปดาห์นี้หรือสัปดาห์หน้าจะมีคำตอบในเรื่องนี้ออกมา และถ้าไม่มีคำตอบจากบริษัทผู้ว่าจ้างที่ชัดเจน เราก็จะระงับการดำเนินการของบริษัทดังกล่าวไว้ก่อน

