ศาลยกฟ้อง เจ๊แมว คดีฟ้องหมิ่น อนุทิน กล่าวหากักขฬะ เตรียมยื่นอุทธรณ์ สู้ต่อ

20.10.25 | 11:59 น.

ศาลอาญา ไม่รับฟ้อง ‘เจ๊แมว’ ฟ้อง ‘อนุทิน’ กล่าวหาว่าเป็นคนกักขฬะ ชี้เป็นการแสดงความเห็นโดยสุจริตเพื่อแก้ข่าว ขณะที่เจ้าตัวยันหลังจากนี้เตรียมยื่นอุทธรณ์ต่อไป

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ห้องพิจารณาคดี 808 ศาลนัดฟังคำสั่งชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คดีหมายเลขดำที่ อ.1418/2568 ที่ นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท อดีตผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี (ซึ่งขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย) เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาท

คดีนี้โจทก์ฟ้องใจความว่าเมื่อวันที่ 20 พ.ค.68 ภายหลังจากที่โจทก์ยื่นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งวุฒิสมาชิกโดยมิชอบต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เพื่อให้ กกต.พิจารณายื่นศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคภูมิใจไทยและโจทก์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงความตั้งใจในการยื่นเรื่องดังกล่าวต่อ กกต.แล้ว จำเลยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนใส่ความหมิ่นประมาทโจทก์ ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์ที่นำเข้าไต่สวนมูลฟ้องประกอบคำแถลงของจำเลยแล้วเห็นว่าโจทก์ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ กกต.เพื่อให้ กกต.พิจารณายื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคภูมิใจไทยและให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนเกี่ยวกับกรณีที่โจทก์เห็นว่าการกระทำของพรรคภูมิใจไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย รวมถึงกรรมการบริหารพรรค และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กระทำการอันขัดต่อกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่งวุฒิสมาชิก โดยโจทก์ให้สัมภาษณ์ก่อนเกิดเหตุหลายครั้งและวันเกิดเหตุด้วยซึ่งข้อเท็จจริงตามคำสัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนของโจทก์ยังไม่ได้ผ่านการพิจารณาจาก กกต.ผู้มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการพิจารณาว่ามีพยานหลักฐานอันควรยื่นยุบพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ และเป็นการกล่าวถึงจำเลยโดยตรงจำเลยจึงเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทำให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนของจำเลยที่กล่าวถึงลักษณะพฤติกรรมของโจทก์ จึงเป็นคำที่จำเลยโต้ตอบโจทก์เพื่อให้ผู้ที่รู้เห็นเข้าใจว่าโจทก์เป็นบุคคลที่ไม่น่าเชื่อถือ เป็นการแสดงข้อความโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรมแก้ข่าวที่โจทก์ให้สัมภาษณ์อันเป็นการป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ฟ้องโจทก์ไม่มีมูลว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

Advertisement

ภายหลังนางกุสุมาลวตีกล่าวว่า เป็นดุลพินิจของศาล แต่ส่วนตัวยังติดใจในความหมายของคำพูดว่า “กักขฬะ” ที่ตีความแล้วความหมายไม่ตรงกับที่ตนคิด เพราะทนายจำเลยสืบพยานอ้างว่าคำว่ากักขฬะคือพื้นดินที่ขรุขระ ส่วนตัวมองว่าเป็นถ้อยคำที่ดูหมิ่น มีความเถื่อน หลังจากนี้จะปรึกษากับทนายความเพื่อเดินหน้าในการยื่นอุทธรณ์คดีต่อไป