ชุดเฉพาะกิจฯ ลุยเกาะพะงัน ปราบนอมินี ยึดเอกสารตั้งบริษัท 89 แห่ง พร้อมบุกตรวจวิลล่าหรู พบเปิดเป็น ‘โรงแรมเถื่อน’ คืนละกว่าหมื่นบาท แฉมูลค่าที่ดินกว่า 150 ล้านบาท พัวพันชาวอิสราเอล
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 21 ตุลาคม ที่ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิด กรณีบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อประกอบกิจการ หรือดำเนินกิจกรรมต่างๆ โดยผิดกฎหมาย สภ.เกาะพะงัน จ. สุราษฎร์ธานี พล.ต.ต.กฤษณ์ วาฤทธิ์ รอง ผบช.ทท. ประชุมชี้แจงการบูรณาการกำลังตามคำสั่ง นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล ผวจ. สุราษฎร์ธานี
โดยมี พ.ต.อ.ศิริชัย สุขสาตต์ รอง ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี ในฐานะหัวหน้าชุดปฏิบัติการ คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อป้องกันปราบปรามการกระทำผิดของคนต่างด้าว จ. สุราษฎร์ธานี มล.ภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พล.ต.ต.ชูธเรศ ยิ่งยงดำรงสกุล รอง ผบก.ตม.6 เจ้าหน้าที่สรรพากร และเจ้าพนักงานที่ดิน และเจ้าหน้าที่ส่วนที่เกี่ยวข้อง หลังจากประชุมเสร็จได้กระจายกำลังปฏิบัติการตรวจค้นเป้าหมาย 4 จุด เพื่อตรวจสอบการกระทำผิด และผู้สนับสนุนให้มีการประกอบธุรกิจของชาวต่างด้าวอย่างผิดกฎหมายในพื้นที่เกาะพะงัน
ปฏิบัติการครั้งนี้ได้พุ่งเป้าไปที่เป้าหมายที่ 1 อาคารพาณิชย์ ริมถนนตลาดใหม่ ม.1 ต.เกาะพะงัน เป็นที่ตั้งของสำนักงาน เฟิร์สคอนซันแทนส์ ยูนิเวิร์ลซัล เซอร์วิส (บริษัท เฟิร์ส คอนซัลแทนส์ 47 จำกัด) และเป้าหมายที่ 2 อาคารพาณิชย์ใกล้เคียง มีผู้ครอบครองเป็นรายเดียวกัน ซึ่งเป็นสำนักงานที่ปรึกษาทางกฎหมาย การบัญชี และรับจัดตั้งบริษัทนิติบุคคล
โดยการสืบสวนพบว่า สถานที่ดังกล่าว เป็นที่ตั้งของบริษัทนิติบุคคลรวมกันถึง 89 แห่ง พ.ต.อ.ศิริชัย สุขสาตต์ รอง ผบก.ภ.จว. สุราษฎร์ธานี ได้แสดงหมายค้นต่อผู้ดูแลสำนักงาน เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึดเอกสารและคอมพิวเตอร์ เพื่อนำไปตรวจสอบว่ามีการใช้คนไทยเป็นนอมินีในการประกอบธุรกิจแทนชาวต่างชาติหรือไม่ ส่วนเป้าหมายที่ 2 เป็นเพียงห้องว่าง ไม่มีอุปกรณ์สำนักงาน หรือการประกอบกิจการ

ขณะที่ เป้าหมายที่ 3 เป็นบ้านพักของ นางเข็มทอง อายุ 49 ปี เจ้าของบริษัท เฟิร์ส คอนซัลแทนส์ 47 จำกัด แต่ไม่พบตัวนางเข็มทอง รับแจ้งจากผู้ดูแลบ้านว่า นางเข็มทอง พาสามีชาวต่างชาติ ไปพบแพทย์ที่กรุงเทพฯ และไม่สามารถติดต่อได้ เจ้าหน้าที่จึงเข้าทำการตรวจยึดเอกสารที่เกี่ยวข้องไว้ตรวจสอบ
นอกจากนี้ ชุดเฉพาะกิจยังได้ขยายผลเข้าตรวจสอบเป้าหมายที่ 4 คือ โครงการก่อสร้างอาคารวิลล่าโครงการศิธายา บีช ฟร้อนท์ วิลล่า ตั้งอยู่ริมหาดเขาหินนก ม.4 ต.เกาะพะงัน ซึ่งเป็น โครงการวิลล่ารวม 8 หลัง ในระหว่างการตรวจสอบพบว่าวิลล่าจำนวน 7 หลัง มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าพักอาศัย โดยมีการจ่ายค่าที่พักในอัตราสูงถึง คืนละ 13,000 บาท
จากการตรวจสอบเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองยืนยันว่า วิลล่าดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดกิจการโรงแรมที่พัก จึงได้เชิญตัวผู้ดูแลวิลล่า และนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6 ราย ไปสอบสวนปากคำเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
รายงานระบุว่าโครงการวิลล่าหรูแห่งนี้เคยถูกนำเสนอข่าวว่าเป็น โครงการของชาวอิสราเอล โดยพบว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเนื้อที่รวม 2.5 ไร่ มีมูลค่าสูงถึง 152 ล้านบาท ถือครองโดยบริษัทนิติบุคคลสัญชาติไทย 2 บริษัท ที่มีหุ้นส่วนเป็นชาวอิสราเอลในอัตราร้อยละ 49 และต่อมามีการแบ่งแยกที่ดินออกเป็น 14 แปลง อีกทั้งยังมีการเพิ่มบริษัทนิติบุคคลที่มีชาวอิสราเอลเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มอีก 1 บริษัท
เจ้าหน้าที่ตั้งข้อสังเกตว่า การเพิ่มหุ้นส่วนในนามนิติบุคคลนี้ อาจเป็นการอำพรางการซื้อขายวิลล่าเพื่อหลบเลี่ยงการเสียภาษี ซึ่งการดำเนินการทั้งหมดนี้เป็นการเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของจังหวัดสุราษฎร์ธานีในการปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมายที่กระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ


พล.ต.ต.กฤษณ์ วาฤทธิ์ รอง ผบช.ทท. กล่าวว่า จากข้อมูลกระทรวงพาณิชย์ระบุว่ามีชาวต่างชาติมาจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทใน อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ประมาณ 2,500 บริษัท ในเบื้องต้นพบว่ามี 5 บริษัทที่รับจดทะเบียน แต่ละบริษัทก็จะมีลูกค้าที่หลักร้อย ก็จะเข้าตรวจสอบทั้งหมดว่ามีการจดทะเบียนที่ถูกต้องไหม มีผู้ถือหุ้นถูกต้องหรือไม่
“ส่วนท่านที่เข้ามาทำถูกต้อง มาท่องเที่ยว ก็อยากให้มั่นใจว่าท่านสามารถมาท่องเที่ยวได้ตามปกติ คนไทยในพื้นที่ก็มีความโอบอ้อมอารีย์ ต้อนรับทุกท่านอยู่แล้ว ไ่ม่ต้องกลัวว่าท่านมาแล้วจะถูกกลั่นแกล้ง ถ้าท่านมาท่องเที่ยวตามปกติรับรองว่าท่านจะมีความปลอดภัย ไ่ม่ต้องห่วงว่าท่านจะถูกดำเนินคดี” พล.ต.ต.กฤษณ์ รอง ผบช.ทท. กล่าว


