จับร้านค้าแลกเงินสดคนละครึ่งพลัส กินส่วนต่าง 20% เตือนผิดทั้งผู้แลก-ผู้รับ คุก 3 ปี ปรับ 6 หมื่น

29.10.25 | 14:28 น.

บช.ก.-ก.คลัง เปิดปฏิบัติการปิดเกม “รับ-แลก-ลวง” สกัดขบวนการโกงสิทธิคนละครึ่ง รวบร้านค้าทุจริตป่วนโซเชียล หลอกแลกเงินสด สกัดแผนก่อนระบาดหนัก เตือนผิดทั้งผู้แลก-ผู้รับ คุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตัดสิทธิทุกโครงการ พร้อมต้องคืนเงิน

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 29 ตุลาคม ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ. พ.ต.อ.กริช วรทัต ผกก.4 บก.ปอศ. พ.ต.อ.เมฆพิศาล ศรีภิรมย์ ผกก.5 บก.ปอศ. พ.ต.ท.ภาคิน สุขพรหม รอง ผกก.5 บก.ปอศ. พร้อมด้วย นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังร่วมแถลงผลเปิดปฏิบัติการปิดเกม “รับ-แลก-ลวง” สกัดขบวนการโกงสิทธิรัฐ

สามารถจับกุมผู้ต้องหา 3 ราย ประกอบด้วย น.ส.วันทนีย์ อายุ 24 ปี น.ส.ทิพย์เทวี อายุ 31 ปี และ น.ส.นาตาชา อายุ 26 ปี ตามหมายจับศาลอาญา ข้อหา “ทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทฯ, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงภายในประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ” พร้อมของกลางโทรศัพท์มือถือ จำนวน 5 เครื่อง และคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กอีก 1 เครื่อง โดยจับกุมผู้ต้องหาได้ในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ, จ.อุดรธานี และ จ.นครสวรรค์

Advertisement

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์กล่าวว่า จากโครงการคนละครึ่งพลัส ซึ่งเป็นโครงการตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ ลดรายจ่ายและภาระค่าครองชีพของประชาชน ทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายสินค้าและการให้บริการผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งถือเป็นการยกระดับการค้าและบริการในยุคดิจิทัลอีกด้วย แต่ก็มีผู้ที่ฉวยโอกาสกระทำทุจริตเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ โดยใช้สื่อสังคมออนไลน์ เป็นช่องทางโฆษณาเชิญชวนประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ ให้นำวงเงินตามสิทธิมาแลกรับเงินสด โดยไม่มีการซื้อขายสินค้าตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ บิดเบือนเจตนารมณ์ของรัฐที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเกิดการหมุนเวียนเงินในระบบฐานรากด้วย

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์กล่าวต่อว่า ทาง บก.ปอศ.จึงร่วมกับกระทรวงการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เฝ้าระวังติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดำเนินโครงการฯ ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ช่องทางต่างๆ จนพบว่ามีบุคคลที่โพสต์ข้อความสาธารณะผ่านเฟซบุ๊กเชิญชวนให้บุคคลทั่วไปมาแลกรับเงินแทนการใช้สิทธิจ่ายเงินซื้อสินค้า หรือบริการตามมูลค่าจริง ซึ่งทำผิดต่อกฎหมาย ขัดต่อหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการฯ บิดเบือนข้อเท็จจริง แสดงเจตนาทุจริต และก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อประชาชนทั่วไปว่าสามารถนำวงเงินที่ได้รับสิทธิตามโครงการฯ ไปแลกรับเป็นเงินสดกับร้านค้าโดยไม่จำเป็นต้องใช้จ่าย หรือซื้อสินค้าซึ่งล้วนเป็นข้อความอันเป็นเท็จทั้งสิ้นตลอดจนไม่สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพตามที่กำหนดเป้าหมายโครงการฯด้วย

ด้าน พ.ต.อ.เมฆพิศาลกล่าวว่า คดีนี้พนักงานสอบสวนรวบรวมหลักฐานขอศาลออกหมายจับผู้ที่โพสต์เฟซบุ๊กโฆษณาดังกล่าว โดยเชิญชวนผู้มีสิทธิเข้าร่วมแลกวงเงิน เป็นเงินสดแทนการใช้จ่ายจริง โดยหักส่วนต่างและแบ่งผลประโยชน์ จนนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 3 พร้อมด้วยพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอีกหลายรายการ

สอบสวน น.ส.วันทนีย์รับสารภาพว่า เนื่องจากตนเห็นข้อมูลจากสื่อโซเชียลเลยต้องการหารายได้พิเศษคิดค่าส่วนต่าง 10-20 เปอร์เซ็นต์ ส่วนผู้ต้องหารายอื่นให้การปฏิเสธ จึงนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ปอศ.ดำเนินคดีต่อไป

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์กล่าวอีกว่า ตนฝากเตือนภัยด้วยว่า “โครงการคนละครึ่งพลัส” มีเป้าหมายกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และลดภาระค่าครองชีพ ตลอดจนส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายย่อย ดังนั้นโปรดอย่าหลงเชื่อการเชิญชวนให้แลกวงเงินสิทธิโครงการฯเป็นเงินสด เนื่องจากเป็นการนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ระวางโทษจําคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากมีการแลกวงเงินสิทธิโครงการฯ ให้เป็นเงินสดเกิดขึ้นจริง จะถือเป็นความผิดทางอาญา ฐานร่วมกันฉ้อโกง ทั้งผู้แลกและผู้รับ ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตลอดจนถูกระงับสิทธิไม่ให้เข้าร่วมโครงการอื่นๆ รวมถึงต้องคืนเงิน