ไตรรงค์ ผิวพรรณ อัพเดทสถานการณ์ไทย เผชิญหน้าภัย สแกมเมอร์
พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะ รองผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) และประธานคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทาง เทคโนโลยี ให้สัมภาษณ์มติชนออนไลน์ เกี่ยวกับสถานการณ์สแกมเมอร์ของประเทศไทยในปัจจุบัน
พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า สถานการณ์ Scammer ในประเทศไทยปัจจุบันยังคงทรงตัว โดยเฉลี่ยมีผู้ตกเป็นเหยื่อวันละ 1,000 ราย ความเสียหายเฉลี่ย 70 ล้าน บาท แต่การอายัดหรือระงับบัญชีของผู้เสียหายเพิ่มสูงขึ้น และการนำเงินไปคืนตามโครงการ Money cash back สูงขึ้นโดยเฉพาะตั้งแต่ 1 ต.ค.68 ที่นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศให้การปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แก๊งคอลเซ็นเตอร์ เป็นวาระแห่งชาติ โดยการปราบปรามในช่วงที่ผ่านมา เราสามารถนำเงินส่งคืนผู้เสียหายตาม โครงการ money cash back ได้มากกว่า 60 ราย รวมมูลค่าความเสียหายมากกว่า 200 ล้านบาท
มาตรการด้านการปราบปราม 1. ข้อมูลจากศูนย์ AOC ตั้งแต่มีการจัดตั้งศูนย์ถึงปัจจุบัน ( 4 ส.ค.-3 พ.ย. 68 ) เกิดความเสียหายทั้งสิ้น 578.2 ล้านบาท ซึ่งเราได้อายัดไปแล้วทั้งสิ้น 188 ล้านบาท
2. การตัดสัญญาณสื่อสาร: ร่วมมือกับ กสทช. และผู้ให้บริการเครือข่าย เพื่อตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตและ โทรศัพท์มือถือในพื้นที่ชายแดนอย่างเด็ดขาด ป้องกันไม่ให้สัญญาณเล็ดรอดออกไปให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้
3. การปราบปรามการฟอกเงินข้ามชาติ: นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ ปปง. จัดทำยุทธศาสตร์ปราบปรามการฟอก เงินข้ามชาติโดยเฉพาะ นโยบายเชิงรุก 1. จัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทาง เทคโนโลยี โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน รวมถึงได้จัดตั้ง คณะอนุกรรมการขึ้นอีก 3 คณะ ได้แก่ คณะอนุกรรมการป้องกันการกระทำความผิด อาชญากรรมทางเทคโนโลยี คณะอนุกรรมการปราบปรามกระทำความผิดอาชญากรรมทาง เทคโนโลยี และ คณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทาง เทคโนโลยี ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อปราบปราม scammer และอาชญากรรมทางเทคโนโลยีทุกรูปแบบ
อีกทั้งยังเป็น การบูรณาการความร่วมมือกันทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายความมั่นคง ทหาร ตำรวจ ปปง. กรมการปกครอง ป.ป.ช. ธนาคาร กรมประชาสัมพันธ์ และหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักในการป้องกัน ปราบปราม และสร้างภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์ให้กับประชาชนอย่างเต็มรูปแบบ 1. การจัดตั้งศูนย์ War Room IAC (International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center) คือ ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ ซึ่งจัดตั้ง ขึ้นเพื่อเป็นกลไกหลักในการ สืบสวน กวาดล้าง และปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ที่ใช้ เทคโนโลยีในการหลอกลวงประชาชน ภารกิจสำคัญคือการดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อ อายัดและ ติดตามคืนทรัพย์สิน ให้กับผู้เสียหาย พร้อมทั้ง ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ในและต่างประเทศ รวมถึงหน่วยงานภายในประเทศที่เกี่ยวข้อง (เช่น ปปง. และ สอท.) เพื่อ แลกเปลี่ยนข้อมูล และยกระดับการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างครบวงจรและมี ประสิทธิภาพ
2. ยกระดับโครงการ “Money Cash Back” ปฏิบัติการเชิงรุกที่มีเป้าหมายหลักในการติดตาม ยึด อายัด และเร่งรัดการคืนเงินที่ถูกหลอกลวงจากคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ให้กับผู้เสียหายโดยเร็วที่สุด เพื่อลดขั้นตอนการคืนทรัพย์สินที่มักล่าช้า โครงการนี้จึงเป็นความพยายามในการร่นระยะเวลาและ บรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนอย่างทันท่วงที ควบคู่ไปกับการสืบสวนและจับกุมเครือข่ายบัญชี ม้าเพื่อตัดวงจรทางการเงินของมิจฉาชีพ ภายใต้การทำงานร่วมกับสถาบันการเงินและหน่วยงานที่ เกี่ยวข้อง
3. มีการขับเคลื่อนมาตรการสำคัญเพื่อป้องกัน โดยเฉพาะการปราบปราม ซิมม้า และการระงับ หมายเลขโทรศัพท์ที่มีการโทรออกเกิน 100 ครั้งต่อวัน รวมถึงการใช้ระบบคัดกรองผู้ใช้งาน โมบาย แบงก์กิ้ง
4. รัฐบาลเร่งผลักดันการแก้ไขเพิ่มเติม พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 เพื่อให้มีมาตรการบังคับทางกฎหมายที่เพียงพอ เช่น การเร่งคืนเงิน การ อายัดบัญชีม้า และการกำหนดความรับผิดชอบของสถาบันการเงิน
สำหรับ 1 ในจุดเปลี่ยน อาชญากรรมเเกมเมอร์ ในไทย คือจากการรายงานล่าสุดของ สภ. แม่สอด ( 4 พ.ย. 68 ) มีแรงงานต่างชาติจำนวน 1,598 คน (ส่วนใหญ่เป็น ชาวจีน อินโดนีเซีย และเวียดนาม) ที่อพยพข้ามมายังฝั่งไทย (อ.แม่สอด จ.ตาก) จริง หลังจากที่ทางการเมียนมาได้ บุกทลาย “เคเค ปาร์ค” (KK Park) ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการใหญ่ของแก๊งสแกมเมอร์ หลังเหตุการณ์ความรุนแรงในคอมพาวด์ KK Park เมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา มีแรงงานต่างด้าวราว 1,598 คน หลบหนีข้ามชายแดนเข้ามายังประเทศไทย โดยทางเจ้าหน้าที่ไทยได้ควบคุมตัวและคัดแยกกลุ่มผู้เสียหายจากขบวน การค้ามนุษย์ออกจากผู้กระทำความผิด เหตุการณ์นี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการปราบปรามเครือข่าย สแกมข้ามชาติ เนื่องจากเป็นโอกาสในการได้ข้อมูลภายในคอมพาวด์ ทั้งในส่วนของผู้ควบคุมระบบ, ผู้ดำเนินการ ด้านการเงิน และเส้นทางการฟอกเงิน ซึ่งสามารถเชื่อมโยงไปยังเครือข่ายอาชญากรรมในหลายประเทศได้ เหตุการณ์นี้ยังช่วยให้ไทยและประเทศเพื่อนบ้านมีหลักฐานชัดเจนในการผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อ ปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์และค้ามนุษย์
สำหรับกรณีปฏิบัติการเกาหลีใต้เข้าไปในกัมพูชานั้น ไทยกำลังทำ โดยมีรูปแบบดำเนินการ 1. การปฏิบัติการร่วม (Joint Operation): ต้องอาศัยความร่วมมือจากตำรวจในประเทศปลายทาง ไทยทำ หน้าที่ชี้เป้า ส่งข้อมูล หรือประสานงานให้เข้าจับกุม 2. สนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน: หากมีการจับกุมแล้ว จะต้องดำเนินการผ่านกระบวนการยุติธรรมของประเทศ นั้นๆ และขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนกลับมาดำเนินคดีในไทย
กรณีเกาหลี-กัมพูชา: กรณีที่ตำรวจเกาหลีใต้ปฏิบัติการในกัมพูชา เป็น ปฏิบัติการร่วมที่ได้รับอนุญาตจากทางการกัมพูชา ภายใต้กรอบความตกลงหรือการร้องขอความช่วยเหลือทาง กฎหมาย
แนวทางใหม่ของไทย – ในการประชุม คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ไทย – กัมพูชา สมัยพิเศษ ครั้งที่ 2/2568 ทางตำรวจไทย นำโดย พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศ ปอส.ตร และตำรวจกัมพูชา ได้มีข้อตกลงที่สำคัญร่วมกันคือ พิจารณาให้มีการจัดตั้งคณะทำงานร่วม (Joint Task Force) ตามข้อตกลง จำนวน 12 คน รวมถึงการ แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ประสานงาน (Liaison Officer) เพื่อให้การ ดำเนินงานด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงการหลอกลวงทางไซเบอร์และการค้ามนุษย์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุวัตถประสงค์ของการจัดตั้งคณะทำงานร่วมต่อไป
สำหรับกรณี Prince Group ที่อเมริกา อายัดและยึดทรัพย์สิน ตามข้อมูลจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ 14 ต.ค.68 ทางการสหรัฐอเมริกาได้ ดำเนินคดีและรายงานการอายัดและยึดสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่ากว่า 14–15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเชื่อมโยงกับ เครือข่ายที่สหรัฐฯ ระบุว่าเกี่ยวข้องกับบริษัท Prince Holding Group และประธานกลุ่ม นายเฉิน จื้อ ในข้อหา สมคบคิดฉ้อโกงทางสายและฟอกเงิน รวมถึงได้มีมาตรการทางการเงินร่วมระหว่างกระทรวงการคลังสหรัฐฯ และ รัฐบาลพันธมิตรในการดำเนินการต่อทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องในหลายประเทศ ต่อมา ประเทศสิงคโปร์ได้แถลงการอายัดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 115 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งเชื่อมโยงกับเครือข่าย เดียวกัน และทางการไต้หวันได้ดำเนินการควบคุมตัวผู้เกี่ยวข้องพร้อมอายัดทรัพย์เพิ่มเติม
เหตุการณ์เหล่านี้ สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างประเทศในการบังคับใช้กฎหมายและการดำเนินคดีอย่างต่อเนื่องในหลายภูมิภาค สำหรับประเทศไทย ขณะนี้ หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงและเส้นทางการเงินที่ อาจเชื่อมโยงถึงนิติบุคคลหรือบุคคลในประเทศ โดยยึดหลักพยานหลักฐานเป็นสำคัญ ทั้งนี้ มีรายงานว่าบริษัท “ปริ้นซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล” ในประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับบริษัท “Prince Holding Group” ที่ถูกกล่าวถึงในข่าวต่างประเทศ และกรมสอบสวนคดีพิเศษได้เชิญผู้ถือหุ้นชาวไทยเข้าชี้แจงเพื่อสอบสวน ข้อเท็จจริง ซึ่งอยู่ในกระบวนการทางกฎหมายตามปกติ ขอย้ำว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปหรือคำวินิจฉัยถึงความผิด ของนิติบุคคลไทยรายใดจนกว่าการสืบสวนจะแล้วเสร็จ
สำหรับการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 (ASEANAPOL) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นเจ้าภาพ เมื่อวันที่ 3-7 พฤศจิกายนนั้น วาระสำคัญเรื่องอาชญากรรมไซเบอร์ โดย สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ เสนอ 3 แนวทางหลักในการร่วมมือกันปราบปรามอาชญากรรมเทคโนโลยีและ การค้ามนุษย์ ดังนี้
1. การเสริมสร้างความร่วมมือเชิงปฏิบัติการข้ามพรมแดน โดยการแลกเปลี่ยนข่าวกรองแบบเรียลไทม์ จัดทำมาตรฐานการสืบสวนที่สอดคล้องกัน และจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจด้านไซเบอร์สแกมและการค้า มนุษย์ ภายใต้กรอบอาเซียน รวมถึงร่วมกันวางแผนปฏิบัติการข้ามพรมแดน
2. ยกระดับศักยภาพด้านดิจิทัล โดยการจัดตั้ง ศูนย์ฝึกอบรมเฉพาะทางด้านการสืบสวนอาชญากรรม ทางไซเบอร์และพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารไซเบอร์ระดับภูมิภาคร่วมกัน (เพื่อบันทึกและเข้าถึงข้อมูลนิติ วิทยาศาสตร์ดิจิทัล รูปแบบการฉ้อโกง และที่อยู่ IP ที่ต้องสงสัย)
3. การคุ้มครองเหยื่อและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด โดยการฝึกฝนเจ้าหน้าที่ให้สามารถคัดแยก เหยื่อ 2 ฝ่าย (ผู้ถูกฉ้อโกง และผู้ถูกบังคับให้ฉ้อโกงคนอื่น) เข้าระบบช่วยเหลือและคุ้มครองเหยื่อ พร้อมทั้งจับกุมและ ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด และแลกเปลี่ยนข้อมูล พยานหลักฐานอย่างเป็นระบบ อาศัยกระบวนการคัด กรองเหยื่อที่มีประสิทธิภาพ และกลไกส่งต่อไปยังหน่วยงานช่วยเหลือที่เข้มแข็ง โดยการประชุมนี้มุ่งหวังให้ ASEANAPOL เป็นมากกว่าเวที แต่เป็น “พลังแห่งความยุติธรรม ความเป็นหนึ่งเดียว และความเป็นมนุษย์” ในการยับยั้งและทำลายเครือข่ายขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ

