จิรภพ บินจีน ถกฉ้อโกงไซเบอร์ ที่ประชุม 6 ชาติลงนาม ตั้งกลไกแบ่งข้อมูล ไทยจี้ เลิกให้ที่พักอาชญากร

15.11.25 | 14:12 น.

จิรภพ บินจีน ถกฉ้อโกงไซเบอร์ ที่ประชุม 6 ชาติลงนาม ตั้งกลไกประสานงาน-แบ่งข้อมูล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่เมืองคุนหมิง สาธารณรัฐประชาชนจีน พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. ฐานะรอง ผอ.ศปอส.ตร.เป็นหัวหน้าคณะ ตร. เข้าร่วมการประชุม The Six-Party Ministerial Meeting on Joint Crackdown against Telecom and Cyber Fraud among China, Myanmar, Thailand, Vietnam, Laos and Cambodia ระหว่างวันที่ 13-15 พ.ย.68 โดยในคณะมีผู้แทน ตร. รวมจำนวน 4 นาย ตามคำเชิญของ กระทรวงความมั่นคงสาธารณะ สาธารณรัฐประชาชนจีน

โดยกล่าวในที่ประชุม ว่าประเทศไทยขอมองปัญหานี้อย่างตรงไปตรงมา และขอพูดในฐานะ “ประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรง” แต่ก็ “ไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบของตนเอง” ต้องยอมรับว่า จากข้อมูลขององค์กรต่างๆ ซึ่งมีความน่าเชื่อถือ ภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เป็นแหล่งที่ตั้งของกลุ่มสแกมเมอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก สิ่งที่ประเทศไทยตรวจพบและความพยายามในการปราบปรามประเทศไทยเร่งสืบสวนเชิงลึกผ่านศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (Anti-Cyber Scam Center: ACSC), สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) บูรณาการข้อมูลจากธนาคาร ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และหน่วยข่าวกรองทางเทคนิค ผลการวิเคราะห์เส้นทางการเงินจากบัญชีธนาคารม้า (Mule Accounts) และการตรวจสอบพิกัดทางเทคนิค (IP และเสาสัญญาณสื่อสาร)

พบว่า เงินส่วนใหญ่ได้ถูกโอนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้ง IP ที่พบก็อยู่ในประเทศเพื่อนบ้านเป็นจำนวนมากเช่นกัน ไม่ใช่การคาดเดา แต่เป็น “หลักฐานทางเทคนิค” ที่สืบย้อนจากธุรกรรมจริงแสดงให้เห็นว่า ศูนย์สแกมเซ็นเตอร์หลักไม่ได้อยู่ในประเทศไทย แต่กระจายอยู่ตามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศไทยได้ประสานข้อมูลเหล่านี้อย่างเป็นทางการไปยังหน่วยงานของประเทศที่เกี่ยวข้อง บางประเทศตอบสนองด้วยความร่วมมือที่ดีเยี่ยม แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีบางประเทศยังไม่แสดงความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

พล.ต.ท.จิรภพกล่าวว่า ข้อคิดเห็นต่อแนวทางความร่วมมือประเทศไทยเห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้อง เลิกพูดเรื่องความร่วมมือในเชิงคำขวัญ และเริ่มทำงานร่วมกันในเชิงปฏิบัติการจริง ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่คือภัยความมั่นคงร่วมของภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

Advertisement

สำหรับข้อเสนอของประเทศไทยคือ 1.ปราบที่ต้นตอ (Direct Suppression at the Source) ประเทศที่มีฐานปฏิบัติการในดินแดนของตน ต้องรับผิดชอบร่วมกันในการดำเนินการปราบปรามเพราะการปล่อยให้ศูนย์เหล่านี้ดำรงอยู่ คือการ “ให้ที่พักพิงแก่อาชญากร”

2.จัดตั้งทีมปฏิบัติการร่วม (Joint Task Force) ไทยเสนอให้ตั้งทีมเฉพาะกิจระหว่างประเทศสมาชิก เพื่อเข้าปฏิบัติการทลายฐานสแกมเซ็นเตอร์ในพื้นที่จริง ใช้กลไกแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบ Real-time ผ่านระบบของ ACSC สามารถตอบสนองต่อเบาะแสได้ภายใน 24 ชั่วโมง

3.ความโปร่งใสในการดำเนินการ (Transparency and Accountability) ทุกกรณีที่มีการแจ้งเบาะแส ต้องมีการรายงานความคืบหน้าต่อประเทศผู้ได้รับผลกระทบ สร้างกลไกตรวจสอบร่วมกัน เพื่อให้ทุกฝ่ายมั่นใจว่าความร่วมมือเกิดขึ้นจริง

ผู้ช่วย ผบ.ตร. กล่าวถึงมาตรการร่วมกันในการควบคุมและป้องกันว่า ประเทศไทยขอเสนอ 3 มาตรการเร่งด่วน ที่สามารถเริ่มได้ทันทีในระดับภูมิภาค มาตรการที่ 1 – การแลกเปลี่ยนข้อมูล Real-time ระหว่างประเทศ โดยสร้างฐานข้อมูลกลางของบัญชีธนาคารม้าหมายเลขโทรศัพท์ และ IP ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม และใช้ระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติให้ทุกประเทศสามารถ “บล็อก-อายัด-ตรวจสอบ” ได้พร้อมกัน

มาตรการที่ 2 – การตั้งผู้ประสานงานไซเบอร์ประจำการ (Cyber Liaison Officer) ให้แต่ละประเทศส่งเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายไปประจำการในประเทศที่เป็นฐานปฏิบัติการหลัก ทำหน้าที่เป็น “สายตรง” ระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้การขอข้อมูลหรือการเข้าปฏิบัติการเกิดขึ้นภายในวันเดียว

ส่วนมาตรการที่ 3 การกำหนดมาตรการร่วมควบคุมโทรคมนาคม ลงทะเบียนซิมการ์ดแบบเข้มงวดโดยใช้ระบบ Face Recognition จำกัดจำนวนซิมการ์ดต่อบุคคล และติดตามซิมการ์ดต้องสงสัยที่มีพฤติกรรมผิดปกติ หากพบพื้นที่ที่มีการใช้สัญญาณเพื่อหลอกลวงจำนวนมาก ให้พิจารณา “ตัดสัญญาณ” ชั่วคราวจนกว่าจะตรวจสอบเสร็จ ทั้งนี้ มาตรการต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น เป็นแนวทางเดียวกับแผนปฏิบัติการระหว่างหน่วยงานตำรวจประเทศไทยและกัมพูชา ที่ได้ลงนามในแผนการปราบปรามไซเบอร์สแกมร่วมกัน ระหว่างการประชุม GBC เมื่อวันที่ 23 ตุลาคมที่ผ่านมา ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

พล.ต.ท.จิรภพกล่าวว่า การดำเนินการคู่ขนานภายในประเทศ ขณะเดียวกัน ไทยยังคงเข้มงวดในประเทศ ทั้งการตัดสัญญาณโทรศัพท์ อายัดบัญชีธนาคารและติดตามเส้นทางการเงินอย่างใกล้ชิด ไทยพร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลกับประเทศที่ร่วมมืออย่างจริงจัง เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญในหลายคดีที่ผ่านมา

“ประเทศไทยขอยืนยันว่าจะไม่ยอมให้สแกมเซ็นเตอร์มีที่ยืนในประเทศ ทุกเบาะแสที่ได้รับจะถูกดำเนินการอย่างเด็ดขาด และไม่ละเว้นผู้ใด ‘อาชญากรรมไม่มีพรมแดน – ดังนั้น การปราบปรามก็ต้องไม่มีพรมแดนเช่นกัน’ ประเทศไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางประสานงานระดับภูมิภาค ผ่าน Anti-Cyber Scam Center (ACSC), Royal Thai Police เพื่อให้ประเทศสมาชิกทุกประเทศสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและปฏิบัติการร่วมกันได้อย่างแท้จริง เชื่อว่าตำรวจและผู้บังคับใช้กฎหมายทุกท่านทุกประเทศที่อยู่ที่นี้มีความต้องการที่จะช่วยเหลือประชาชนผู้บริสุทธิ์อย่างจริงใจ โดยไม่คำนึงถึงว่าเป็นพลเมืองของประเทศใด”

ทั้งนี้ ไชน่า ซินหัว รายงานเพิ่มเติมว่า หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจากจีน กัมพูชา ลาว เมียนมา ไทย และเวียดนาม ได้เห็นพ้องจะยกระดับความพยายามร่วมกันปราบปรามการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมและออนไลน์ข้ามชาติ ณ การประชุมในเมืองคุนหมิง มณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน

กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนระบุว่า คณะเจ้าหน้าที่จากทั้ง 6 ประเทศ จัดการหารือเชิงลึกเกี่ยวกับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของความร่วมมือข้ามพรมแดนและบรรลุฉันทามติหลายประการ โดยผู้เข้าร่วมได้ลงนามเอกสารผลลัพธ์ และยืนยันความมุ่งมั่นร่วมกันต่อสู้กับเครือข่ายการฉ้อโกงที่ดำเนินงานอยู่ทั่วภูมิภาค

กลุ่มประเทศทั้ง 6 แห่งจะดำเนินปฏิบัติการข้ามชาติอย่างสอดประสานกัน จัดตั้งกลไกการประสานงานแบบประจำ เพิ่มพูนการแบ่งปันข้อมูลข่าวกรอง รวมถึงเดินหน้าส่งตัวผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงกลับประเทศต้นทางอย่างต่อเนื่อง

อนึ่ง จีนได้ขยับขยายความร่วมมือบังคับใช้กฎหมายกับกัมพูชา ลาว เมียนมา ไทย และเวียดนามในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยมีการพัฒนากลไกอันมีประสิทธิภาพต่างๆ ซึ่งสัมฤทธิผลลัพธ์สำคัญ และการปราบปรามร่วมกันได้ทลายกลุ่มอาชญากรที่เกี่ยวข้องกับการพนันและการฉ้อโกงขนานใหญ่

ตั้งแต่เริ่มต้นปี 2025 จีน เมียนมา และไทย ได้จัดตั้งกลไกประสานงานไตรภาคีและร่วมดำเนินปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรมการพนันและการฉ้อโกงในเมืองเมียวดีของเมียนมา ทำให้มีการส่งตัวผู้ต้องสงสัยก่ออาชญากรรมจากเมียนมากลับสู่จีนมากกว่า 5,500 ราย

เจ้าหน้าที่ตำรวจของจีนและลาวได้ดำเนินปฏิบัติการร่วมที่มุ่งเป้าไปยังแหล่งซ่องสุมการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมในเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำในลาว ทำให้มีการจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยระหว่างการกวาดล้างครั้งเดียวมากกว่า 600 ราย

เจ้าหน้าที่ตำรวจของจีนและเวียดนามสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัย 149 ราย ระหว่างปฏิบัติการร่วมพิเศษที่มุ่งปราบปรามอาชญากรรมการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมและการพนันออนไลน์ ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจของจีนและกัมพูชาสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยในกัมพูชา 2,141 ราย ซึ่งทั้งหมดถูกส่งตัวกลับจีน

กระทรวงฯเสริมว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจีนจะยังคงส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น เดินหน้าปฏิบัติการร่วม ทลายศูนย์กลางการฉ้อโกง และไล่ล่าจับตัวผู้ต้องสงสัยด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจยิ่งขึ้น