เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 1 พฤษภาคม ที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) น.ส.นิติชา กงแก้ว ภรรยาของนายวุฒิโชติ กาญจนรังสิริ ผู้ต้องหาในคดีร่วมกันทำร้ายผู้อื่นให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส เข้าร้องขอความเป็นธรรมพ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดยธ. เพื่อขอให้ช่วยรื้อฟื้นคดีอาญา หลังสามีและน้องชายอีก 2 คน ถูกศาลพิพากษาตัดสินจำคุกคนละ 2 ปี และปรับเงินรวมกัน 2 แสนบาท ในความผิดร่วมกันทำร้ายผู้อื่นให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส และบุกรุกเคหะสถานโดยมีอาวุธมีด
น.ส.นิติชา กล่าวว่า สำหรับเหตุการณ์ที่สามีและน้องชายอีก 2 คน ถูกร้องทุกข์กล่าวโทษและดำเนินคดีตามคำร้องของผู้เสียหายนั้น เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2557 ภายในซ.ประสานมิตร เขตธนบุรี โดยมีผู้ร่วมก่อเหตุ 5 คน ในจำนวนนี้มี 2 คน ที่ถูกจับกุมดำเนินคดีก่อนหน้านี้แล้ว โดยผู้ต้องหา 2 คนที่ถูกดำเนินคดีเป็นลูกของลูกจ้างที่ร้านของแม่นายวุฒิโชติและน้อง อีกทั้ง ผู้ต้องหาที่ถูกดำเนินคดีดังกล่าว ยังได้ให้การยืนยันว่านายวุฒิโชติและน้อง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ศาลไม่รับฟัง จึงทำให้นายวุฒิโชติและน้องชายอีก 2 คน ถูกศาลอุธรณ์ตัดสินจำคุกคนละ 2 ปี และปรับเป็นเงินรวมกัน 2 แสนบาท เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
น.ส.นิติชา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีผู้ร่วมก่อเหตุอีก 1 คน อยู่ระหว่างการติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดี ซึ่งเขาได้เขียนจดหมายมาสารภาพกับแม่นายวุฒิโชติว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุ และนายวุฒิโชติกับน้องไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย อย่างไรก็ตาม วันเกิดเหตุการณ์นายวุฒิโชติและน้องได้ช่วยกันขายของอยู่ที่หน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสมเด็จห่างจากที่เกิดเหตุกว่า 2 กิโลเมตร จึงเป็นไปไม่ได้ที่สามีและน้องจะมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าว ดังนั้น ในวันนี้จึงมายื่นเรื่องร้องขอความเป็นธรรมต่อกระทรวงยุติธรรม
น.ส.นิติชา กล่าวด้วยว่าต้องการให้กระทรวงยุติธรรมพิจารณาช่วยเหลือในการรื้อฟื้นคดี เนื่องจากขณะนี้คดีสามีสิ้นสุดที่ชั้นอุธรณ์ และไม่สามารถยื่นฎีกาได้ เพราะคดีมีอัตราโทษไม่สูง พร้อมทั้งได้นำเอกสารหลักฐานมาแสดงเพื่อประกอบการพิจารณา เช่น คำให้การของผู้เสียหายในคดี ที่ระบุวันแจ้งความว่า กลุ่มผู้ที่ทำร้ายไม่มีใครใส่แว่น แต่ในความเป็นจริงสามีและน้องสายตาสั้นมากถึง 750ะต้องใส่แว่นอยู่ตลอดเวลา แต่หลักฐานหลักที่ผู้เสียหายใช้ มีเพียงการชี้รูปผู้ก่อเหตุเท่านั้น นอกจากนี้ ยังนำจดหมายที่ผู้ก่อเหตุเขียนสารภาพมามอบให้ดำเนินการตรวจสอบด้วย
ด้าน พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวว่า กระทรวงยุติธรรมจะรับเรื่องดังกล่าวไว้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อหาพยานหลักฐานใหม่ยื่นคำร้องต่อศาลในการขอรื้อฟื้นคดีใหม่ ยธ.มีกองทุนยุติธรรมะได้เข้ามาดูแลในเรื่องของการต่อสู้ทางคดี และทนายความ เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง และยังมีสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ (สนว.) ซึ่งจะได้เข้ามาร่วมกันหาพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ด้วย อย่างไรก็ตาม ขอตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดก่อน

