แอมเนสตี้ พาเหยื่อสลายชุมนุม ราษฎรหยุด APEC 2022 ร้อง ยุติธรรม ชี้ 3 ปีไม่มีความคืบหน้า

18.11.25 | 12:40 น.

แอมเนสตี้ พาเหยื่อสลายชุมนุม ราษฎรหยุด APEC 2022 ร้อง ยุติธรรม ชี้ 3 ปีไม่มีความคืบหน้า

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 18 พฤศจิกายน ที่ กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย นำโดย น.ส.เพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวทย์กุล ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย นายเฝาซี ล่าเต๊ะ เจ้าหน้าที่รณรงค์เชิงนโยบาย แอมเนสตี้ ประเทศไทย พร้อมด้วย นายพายุ บุญโสภณ นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน ผู้บาดเจ็บจากกระสุนยาง ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือและส่งข้อเรียกร้องให้มีการสอบสวนเหตุการณ์สลายการชุมนุมอย่างอิสระ โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ รวมถึงการเยียวยาผู้เสียหายตามหลักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยมี น.ส.ดวงดาว เกียรติพิศาลสกุล รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เป็นผู้รับเรื่อง

นายพายุ เปิดเผยว่า กรณีมายื่นเรื่องคำร้องขอรับการช่วยเหลือจากกระทรวงยุติธรรมในวันนี้ เป็นเหตุการณ์เมื่อวันที่ 18 พ.ย.65 ซึ่งวันนั้นเป็นกรณีที่กลุ่มราษฎรหยุด APEC 2022 ได้รวมตัวชุมนุมประท้วงโดยสงบเพื่อสะท้อนข้อกังวลต่อผลกระทบจากนโยบาย BCG (Bio-Circular-Green Economy) โดยที่ครั้งนั้นเป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ และมีเป้าหมายแค่ต้องการสื่อสารกับผู้นำในประเทศถึงผลกระทบนโยบายที่เอื้อประโยชน์กลุ่มทุนทำลายสิ่งแวดล้อมทรัพยากรในประเทศไทย ตนจำได้ว่าเมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมเดินเมื่อถึงถนนดินสอ เจ้าหน้าที่ คฝ. กลับปิดกั้นเส้นทางและใช้กำลังสลายการชุมนุมโดยไม่แจ้งเตือน มีการผลักผู้ชุมนุม ทำร้ายร่างกาย และยิงกระสุนยางเข้าใส่ฝูงชนโดยไม่เลือกเป้าหมาย ตนถูกกระสุนยางยิงเบ้าตาขวา สูญเสียดวงตาถาวร และเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นต่อหน้าสื่อมวลชนและประชาชน

ซึ่งตลอดเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ยังไม่มีใครออกมารับผิดชอบ กระบวนการสอบสวนล่าช้า ไม่มีความคืบหน้า ไม่โปร่งใส และตนกับผู้ร่วมชุมนุมยังถูกดำเนินคดีจากการชุมนุมอย่างสงบอีกด้วย ตนมองว่าการสลายการชุมนุมเช่นนี้มันคือความรุนแรงที่เจ้าหน้าที่รัฐกระทำต่อประชาชน และสะท้อนถึงวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดของเจ้าหน้าที่รัฐและสะท้อนถึงความล้มเหลวของกระบวนการยุติธรรมในไทย ดังนั้น การที่รัฐยังคงเพิกเฉยแบบนี้ มันก็คือการปล่อยให้เกิดความรุนแรงต่อประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีผู้สูญเสียจากการชุมนุมอย่างสงบในไทย

Advertisement

นายพายุ เปิดเผยอีกว่า หลังเกิดเหตุการณ์ได้ 4 เดือน ตนได้ยื่นร้องเรียนต่อศาลปกครอง และหน่วยงานต่าง ๆ ทุกระบบ แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้รับการเยียวยาช่วยเหลือแต่อย่างใด ไม่มีการแจ้งอะไรกลับมา และยังไม่ได้มีการร้องขอพยานหลักฐาน เอกสาร พยานวัตถุใดเช่นกัน ซึ่งตนมองว่ากระบวนการยุติธรรมค่อนข้างล่าช้าเมื่อเทียบกับการที่ผู้ชุมนุมถูกดำเนินคดีกันก่อน อย่างไรก็ตาม แม้ตนไม่ได้มีการไปแจ้งความดำเนินคดีกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่เลือกที่จะไปร้องเรียนต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้ศาลพิจารณาคดีว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ ดังนั้น หากศาลมีแนวทางคำพิจารณาอย่างไร เราจะดำเนินการในส่วนของศาลอาญา หรือศาลแพ่งต่อไป

นายเฝาซี กล่าวว่า กรณีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 18 พ.ย.65 มีทั้งหมด 30 ราย และมีเกือบ 20 รายที่ได้ร่วมยื่นคำร้องกับศาลปกครองพร้อมนายพายุ บุญโสภณ

น.ส.เพชรรัตน์ กล่าวว่า ในกรณีของนายพายุ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวเชิงโครงสร้างที่หน่วยงานรัฐทุกระดับต้องเร่งแก้ไขอย่างเป็นระบบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ต้องรับผิดชอบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในสังกัด และการใช้กำลังควบคุมฝูงชนที่เกินความจำเป็น ขณะที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย มีหน้าที่ตามกฎหมายในการพิจารณาว่าเหตุการณ์นี้เข้าข่ายการกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีหรือไม่ รวมถึงต้องรับรองสถานะผู้เสียหายและกำหนดมาตรการเยียวยาที่เหมาะสม

น.ส.ดวงดาว กล่าวว่า กรมคุ้มครองสิทธิฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจแต่อย่างใด เราจะนำเรื่องเข้าสู่คณะอนุกรรมการกลั่นกรองข้อเท็จจริง เพื่อพิจารณาแสวงหาข้อเท็จจริงก่อนเสนอคณะกรรมการชุดใหญ่ ซึ่งในเรื่องของการฝึกอบรมการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ทางกรมฯ ได้ฝึกอบรมร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ในการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐว่าตำรวจต้องควบคุมสถานการณ์ด้วยความเรียบร้อย และตนให้ความมั่นใจว่าเราจะดำเนินการทุกอย่างตามกฎระเบียบขั้นตอนที่มี ทั้งนี้ เนื่องด้วยเป็นกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 พ.ย.65 โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 จะมีการบังคับใช้ จึงอาจเข้าข่ายได้รับการพิจารณาผ่าน พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2559) แทน

ดังนั้น ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่าง ๆ จะเป็นความรับผิดชอบดำเนินการของอนุกรรมการพิจารณาฯ ซึ่งจะต้องใช้เอกสารหลักฐานต่าง ๆ จากผู้ร้องไปเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา ซึ่งกรมฯ สามารถรับเรื่องของผู้เสียหายได้ทั้งหมด โดยสามารถช่วยติดตามความคืบหน้าการดำเนินคดีได้ แต่มิอาจก้าวล่วงผลการพิจารณาต่าง ๆ ในชั้นศาล แต่เรายินดีช่วยดูแลเรื่องคดีความ และกรมฯ ยินดีช่วยเหลือทุกเคส ไม่แบ่งแยกว่าผู้เสียหายโดนกระทำจากเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ เพราะเรามีกฎหมายช่วยเหลือเรื่องการเงิน และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 และมาตรการป้องกันและปราบปราม ครบถ้วน