อัจฉริยะ ยื่นสอบตำรวจ 3 หน่วยงาน เอี่ยวเส้นเงินเว็บพนัน จ่อเปิดแฉหลักฐานต่อหน้า กมธ.ตำรวจ 26 พ.ย.
เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เดินทางมายื่นหนังสือ และหลักฐานให้ ผบ.ตร. เพื่อตรวจสอบ รอง ผบช.ภ.คนหนึ่ง ที่มีชื่อรับเงินเว็บพนันออนไลน์ จำนวน 2 ล้านบาท รวมไปถึงยังมีรายชื่อของตำรวจยศ “พ.ต.อ.” เป็นอดีตผู้กำกับการกลุ่มงานสอบสวน ในสมัยชุดปฏิบัติการของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมีการทำเอกสารราชการปลอมอายัดบัญชีเว็บพนันแล้ว ยังเรียกตบทรัพย์ 50 เปอร์เซ็นต์ ของเงินในบัญชี และรองสารวัตรใน สอท. อายัดบัญชีเว็บพนันออนไลน์ โดยเรียกตบทรัพย์รายละ 100,000 บาท มากกว่า 300 เคส เพื่อให้ ผบ.ตร.ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง และวินัยร้ายแรง ให้ย้ายตำรวจชุดดังกล่าว ไปประจำศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
โดย นายอัจฉริยะกล่าวอ้างว่า วันนี้มีหลักฐานจากเอกสารที่ผ่านการตรวจสอบของดีเอสไอ และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างชัดเจนว่านายตำรวจที่มีรายชื่อดังกล่าว มีความบกพร่องต่อการปฏิบัติหน้าที่ จึงอยากให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตั้งกรรมการสอบ และโยกย้ายมาประจำที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เนื่องจากว่าในช่วงนี้เป็นช่วงฤดูกาลโยกย้าย

สำหรับประเด็นแรก เป็นของรองสารวัตรใน สอท. จะมีรายชื่อไปเกี่ยวข้องกับผู้บังคับบัญชาด้วยหรือไม่นั้น ตนยังไม่อยากเปิดเผย แต่อยากโฟกัสตำรวจที่มีรายชื่อดังกล่าวก่อน เพราะเงินจำนวนมากขนาดนี้ ไม่เชื่อว่ารองสารวัตรเพียงคนเดียว จะสามารถทำได้
ส่วนกรณีที่มี ผบช.ภ.8 เรียกรับผลประโยชน์จากการแต่งตั้งโยกย้าย จนทำให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีการเรียกเข้ามาประชุมด่วนเมื่อวานนี้นั้น ตนมองว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องจริง เพราะส่วนตัวรู้จักพลตำรวจโทรายนั้นเป็นอย่างดี รู้จักกันมานานว่ามีพฤติกรรมอย่างไร ทราบว่าช่วงที่ท่านไปดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจภาค 8 ใหม่ๆ มีการไปขอขึ้นราคาเก็บส่วยเพิ่มขึ้นอีก 20-30 เปอร์เซ็นต์ จนทำให้ตำรวจภูธรภาค 8 รู้สึกอึดอัดกับพฤติกรรมดังกล่าว หลังจากนั้นก็มีข่าวว่าเรียกรับผลประโยชน์ในการแต่งตั้งเป็นเงินถึง 8 ล้านบาท

นายอัจฉริยะกล่าวต่อว่า ตนเองยังมีข้อมูลหลักฐานที่สามารถจะน็อกสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้อย่างแน่นอน โดยในวันที่ 26 พฤศจิกายนนี้ ตนเองจะนำหลักฐานดังกล่าว ไปเปิดเผยในที่ประชุมกรรมาธิการตำรวจ เพื่อให้ประชาชนทั้งประเทศได้รับรู้ถึงขบวนการซื้อขายตำแหน่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ชี้ชัดว่าขบวนการดังกล่าว มีตั้งแต่ระดับพลตำรวจเอก, พลตำรวจโท, ก.ตร. และคุณหญิง เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเส้นทางการเงินที่มีการซื้อขายอย่างชัดเจนว่าการขึ้นตำแหน่งตั้งแต่รองผู้กำกับการ จะขึ้นเป็นผู้กำกับการ ต้องเสียเงิน 5-7 ล้านบาท โดยสามารถเลือกพื้นที่ทำเลทองได้ ซึ่งเรื่องนี้ตนเองไม่กลัวถูกฟ้อง และการเปิดเผยครั้งนี้ยืนยันว่าไม่มีใบสั่ง พร้อมรับผิดชอบเองทุกอย่าง
นายอัจฉริยะกล่าวต่อว่า ส่วนพยานหลักฐานที่มีการซื้อขายตำแหน่ง พบตั้งแต่ปี 2567 จนปัจจุบัน ก็ยังมีการทำอยู่ โดยเฉพาะวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งจะมีการแต่งตั้งระดับรองผู้บังคับการ ถึงสารวัตรในวาระประจำปี 2568 เชื่อว่าจะไม่มีการแต่งตั้ง หากตนเองเปิดเผยหลักฐาน
ขอยืนยันว่า “ในปัจจุบันนี้ยังมีการซื้อขายตำแหน่ง โดยเฉพาะผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เป็นพลตำรวจเอกในราชการ ส่วนพลตำรวจโท เป็นอดีตตำรวจที่ปัจจุบันเป็นประธานการรับเรื่องราวร้องทุกข์ของประชาชนทั่วประเทศ” รวมทั้งภรรยาน้อยของ ก.ตร. ที่ไม่ใช่อดีตตำรวจ ซึ่งมีพฤติกรรมแอบอ้างชื่อสามีในการซื้อขายตำแหน่ง
ทั้งนี้นายอัจฉริยะปฏิเสธไม่เคยรับเงินดูแลจากนายตำรวจระดับผู้บัญชาการ เพื่อแลกกับการไม่ต้องเปิดเผยหรือแฉข้อมูลในการทุจริตแต่งตั้งโยกย้าย


