ตร.ไซเบอร์ รวบพ่อลูกบัญชีม้า รับจ้างถอนเงิน หลอกซื้อขายรถทางออนไลน์ อ้างถูกหลอกเหมือนกัน

21.11.25 | 17:51 น.

ตร.ไซเบอร์ รวบพ่อลูกบัญชีม้า รับจ้างถอนเงิน หลอกซื้อขายรถทางออนไลน์ อ้างถูกหลอกเหมือนกัน


เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 21 พ.ย. ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ( บช.สอท.) เมืองทองธานี พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. พล.ต.ท.นราเดข ทิพย์รักษ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. ช่วยราชการ บช.สอท. พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง รองผบช.สอท. พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 พล.ต.ต.คมกฤช สุขไทย ผบก.สอท.3 พล.ต.ต.ศิลา กาญจน์รักษ์ พล.ต.ต.ทรงกลด เกริกกฤตยา ผบก.ตอท ร่วมแถลงปฏิบัติการ รวบพ่อลูก “บัญชีม้ารับจ้างถอนเงิน” หลอกซื้อขายรถยนต์ทางออนไลน์

พล.ต.ท.สุรพล กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา มีผู้เสียหายเป็นชายชาว จ.เชียงราย ได้ติดต่อซื้อรถยนต์กระบะโตโยต้า รีโว่ ทางเฟซบุ๊กชื่อบัญชี “เหนือสุด” ซึ่งเป็นนายหน้าได้ทำการโพสต์ขายผ่านแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสของเฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นโพสต์แบบสาธารณะ โดยตกลงซื้อขายรถกันในราคา 250,000 บาท ได้นัดหมายให้ไปพบเจ้าของรถและจ่ายเงินกันที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งใน อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย

โดยผู้เสียหายทำการโอนเงิน จำนวน 250,000 บาท ไปยังบัญชีธนาคารกรุงไทย ชื่อบัญชี นายธิติศักดิ์ หลังจากการโอนเงินเรียบร้อยแล้ว นายหน้ารายนี้โทรศัพท์แจ้งว่าจะโอนเงินให้เจ้าของรถอีกทอดหนึ่ง จากนั้นให้ผู้เสียหายรอ กระทั่งทางเจ้าของรถแจ้งว่าไม่มียอดเงินโอนเข้ามาในบัญชี จึงรู้ว่าถูกมิจฉาชีพหลอกลวง ก่อนเข้าแจ้งความกับตำรวจไซเบอร์

Advertisement

ต่อมาทางตำรวจชุดสืบสวน กก.1 บก.สอท.4 ทำการสืบสวนจนทราบว่า นายธิติศักดิ์ อายุ 57 ปี และนายภาสกร อายุ 26 ปี สองพ่อลูก ชาว จ.เชียงใหม่ เป็นมิจฉาชีพที่ใช้บัญชีม้ารองรับการโอนเงินจากเหยื่อ จึงรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับ โดยติดตามจับกุมตัวได้ที่บ้านพักในพื้นที่ อ.หางดง จ.เชียงใหม่

พล.ต.ท.สุรพล กล่าวต่อว่า จากการสอบสวนนายภาสกร ให้การอ้างว่าตนมีอาชีพซื้อขายรถมือสองและได้รู้จักกับชายไม่ทราบชื่อ ผ่านทางกลุ่มซื้อขายรถมือสองในเฟซบุ๊ก โดยติดต่อมาขอใช้บัญชีธนาคารเพื่อรองรับการโอนเงินซื้อขายรถ จำนวน 250,000 บาท ซึ่งจะให้ค่าตอบแทน 4,000 บาท จึงยินยอมให้ใช้บัญชีก่อน ตนกับพ่อจะไปกดเงินนำไปให้กับชายดังกล่าว โดยไม่รู้ตัวว่าจะถูกมิจฉาชีพมาหลอกอีกทอดหนึ่ง ก่อนมาถูกจับกุมตัว

โดยตำรวจได้ดำเนินคดีในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน”