ตำรวจสอบสวนกลาง ทลาย 30 แอพพ์ เงินกู้เถื่อน เครือข่ายก๊วนจีนเทา ดอกเบี้ยพุ่งร้อยละ 3,000 ต่อปี ไม่จ่ายถูกประจานถ้วนหน้าพบหมุนเวียนถึง3พันล้าน
เมื่อวันที่ 22 พฤจิกายน พ.ต.อ.เมฆพิศาล ศรีภิรมย์ ผกก.5 บก.ปอศ. พ.ต.ท.ภาคิน สุขพรหม พ.ต.ท.หญิง สินีนาฏ เชิดชูตระกูลทอง รอง ผกก.5 บก.ปอศ. พ.ต.ท.สุทธิพงษ์ มอญรัต สว.กก.5 บก.ปอศ. นำกำลังเข้าจับกุมนางบุญชู (สงวนนามสกุล) อายุ 60 ปี และพวกรวม 10 คน ตามหมายจับศาลจังหวัดนนทบุรี ที่ จ.1537/2568 ลงวันที่ 13 พ.ย.68 ข้อหา “ร่วมกันประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับโดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและร่วมกันเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ร่วมกันทวงถามหนี้โดยใช้วาจาหรือภาษาที่เป็นการดูหมิ่นลูกหนี้หรือผู้อื่น ร่วมกันทวงถามหนี้โดยแจ้งหรือเปิดเผยเกี่ยวกับความเป็นหนี้ของลูกหนี้ให้แก่ผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทวงถามหนี้” พร้อมของกลางโทรศัพท์มือถือ 10 เครื่อง, สมุดบัญชีธนาคาร 3 เล่ม คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 3 เครื่อง และบัตร ATM อีกจำนวนหนึ่ง ภายหลังจากเข้าตรวจค้นบ้านเป้าหมาย 2 แห่งในเขตสายไหม กรุงเทพฯ และที่ อ.เมือง จ.อุดรธานี
ทั้งนี้ก่อนหน้ามีผู้เสียหายมาร้องทุกข์ที่ บก.ปอศ.หลังไปกู้เงินจากแอพพลิเคชั่นเงินกู้นอกระบบชื่อ vita shelf, ทรัพย์พลัส และสินเชื่อมือโปร รวมถึงแอพพ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อีกกว่า 30 แอพพ์ ซึ่งเงินกู้ดังกล่าวเรียกดอกเบี้ยโหดกว่าร้อยละ 3,000 ต่อปี นอกจากนั้นยังมีพฤติการณ์ข่มขู่จะเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของลูกหนี้ เป็นเหตุให้ได้รับความเสียหาย และมีการข่มขู่คุกคามผู้กู้ให้ได้รับความเดือดร้อน จากการสืบสวนพบว่าเครือข่ายเงินกู้ดังกล่าวเป็นเครือข่ายเงินกู้นอกระบบ มีลักษณะที่คล้ายกัน เมื่อดาวน์โหลดแอพพลิชั่นแล้ว จะพบภายในมีแอพพลิเคชั่นย่อยแอบแฝงอยู่กว่า 30 แอพพลิเคชั่น ลูกหนี้สามารถเลือกกู้เงินได้ มีค่าบริการร้อยละ 40 ของยอดเงินกู้ ต่อ 7 วัน หรือคิดดอกเบี้ยกว่า ร้อยละ 3,000 ต่อปี เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตามกำหนดเวลา ก็จะโทรศัพท์ หรือส่งข้อความมาทวงถาม ลักษณะข่มขู่คุกคามว่าจะเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
จากการสืบสวนเพิ่มเติม พบว่า ผู้อยู่เบื้องหลังคือนายทุนชาวจีน ที่เป็นผู้รับผลประโยชน์และเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กับแอพพลิเคชั่นดังกล่าว โดยในส่วนของแอพพลิเคชั่น “vita shelf” “ทรัพย์พลัส” “สินเชื่อมือโปร” ไม่เคยได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลแต่อย่างใด โดยมีการใช้บัญชีธนาคารกว่า 10 บัญชี เพื่อกระทำความผิด และมียอดเงินหมุนเวียนรวมทั้ง 3 แอพพลิเคชั่น รวมทั้งสิ้นกว่า 3,000 ล้านบาท
ส่วนผลกำไรจากการปล่อยเงินกู้ จะมีการโอนต่อไปยังผู้รับผลประโยชน์เป็นชาวต่างชาติ (คนจีน) และหมุนเวียนใช้จ่ายเป็นการซื้อเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี, อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และบริการต่างๆ เพื่อให้ยากต่อการถูกตรวจสอบอีกด้วย
ต่อมาเจ้าหน้าที่จึงพิสูจน์ทราบบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ก่อนรวบรวมหลักฐานจนสามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขออนุมัติหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้อง ก่อนเข้าจับกุมได้ดังกล่าว สอบสวน ผู้ต้องหา ให้การปฏิเสธ จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ปอศ.ดำเนินคดี


