โฆษกราชทัณฑ์ เปิดใจปฏิบัติการตรวจค้นจู่โจมเรือนจำพิเศษกรุงเทพณ วัน16 พ.ย.ไล่กวดเอกสารลาพักร้อน “มานพ” อดีต ผบ.คุกฯ – เอกสารการเงินปรับปรุงห้องลับใต้บันได
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 26 พ.ย. ที่ เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ถนนงามวงศ์วาน กรุงเทพมหานคร จากกรณี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม มีคำสั่งให้ข้าราชการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร 2 ราย ออกจากราชการไว้ก่อน ได้แก่ นายมานพ ชมชื่น ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และนายไตรพล สีเขียวแก่ เจ้าพนักงานราชทัณฑ์ชำนาญงาน เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ในฐานะเลขานุการ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เนื่องด้วยพบข้อมูลจากคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรมราชทัณฑ์ ซึ่งมี นายไพฑูรย์ มงคลหัตถี หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรม กรมราชทัณฑ์ เป็นประธาน มีความคืบหน้าและพบพยานหลักฐานชัดเจนแล้วว่าทั้งคู่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเอื้อประโยชน์ผู้ต้องขังจีนเทา (กรณีคุก VIP) จึงต้องให้ออกจากราชการไว้ก่อน พร้อมกับคำสั่งย้ายเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร จำนวน 18 รายที่เหลือ
โดย พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ไปปฏิบัติหน้าที่ยังเรือนจำต่างจังหวัดต่าง ๆ ขณะเดียวกันคณะพนักงานสืบสวน กองคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นำโดย พ.ต.ท.อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ รองอธิบดีดีเอสไอ หัวหน้าคณะพนักงานสืบสวน ได้มีการเดินหน้าสืบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน และกระจายกำลังเจ้าหน้าที่ดีเอสไอสอบสวนปากคำพยานเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เพื่อตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริง ก่อนรอรับรายงานผลตรวจสารพันธุกรรม (DNA) จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ที่ได้ตรวจเก็บร่องรอยนิ้วมือ คราบอสุจิ และสารคัดหลั่ง ในการพิสูจน์ตัวบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
นายยุทธนา นาคเรืองศรี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ โฆษกกรมราชทัณฑ์ รักษาการ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วนั้น ซึ่งเมื่อพบข้อเท็จจริง จากนี้จะขยับไปสอบสวนเรื่องวินัยร้ายแรง และโทษทางอาญา ซึ่งตอนนี้มีเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ได้ถูกคำสั่งย้ายไปแล้วรวมทั้งสิ้น 20 ราย ประกอบด้วย ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เลขานุการ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร หัวหน้าฝ่ายควบคุมแดน และเจ้าหน้าที่ผู้คุม แต่จะมี ผบ.เรือนจำฯ และเลขานุการ ผบ.เรือนจำฯ ที่ถูกคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ซึ่งคำสั่งย้ายเจ้าหน้าที่ทั้งหมดนี้ก็เพื่อไม่ให้มายุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือมามีส่วนได้ส่วนเสียต่อคำให้การของเจ้าหน้าที่ตัวเล็ก เพื่อที่เขาจะได้กล้าตอบคำถามของพนักงานสืบสวนดีเอสไอ และหลักฐานเอกสารต่าง ๆ จะได้ไม่ถูกซุกซ่อนด้วย
นายยุทธนา เปิดเผยอีกว่า ไทม์ไลน์การเปิดปฏิบัติการตรวจค้นจู่โจมเมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 พ.ย.68 ว่า ตนได้มีการเปิดปฏิบัติการตรวจค้นจู่โจมเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในเวลา 10.45 น. จนถึงเวลา 18.30 น. และในตอนเย็นของวันเดียวกัน ก็ปรากฏเอกสารคำสั่งย้าย 20 เจ้าหน้าที่เรือนจำฯ ไปปฏิบัติหน้าที่ในเรือนจำต่างจังหวัด รวมถึงคำสั่งแต่งตั้งให้ตนเป็นรักษาการ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ อย่างไรก็ตาม ประเด็นพัศดีเวร ที่มีการตั้งข้อสังเกตกันว่า เหตุใดใน 20 รายชื่อเจ้าหน้าที่เรือนพิเศษกรุงเทพฯ จึงไม่มีชื่อของเจ้าหน้าที่พัศดีเวรนั้น เนื่องด้วยในวันตรวจค้นจู่โจมพัศดีเวรดังกล่าวไม่ได้อยู่ในบริเวณนั้น
ส่วนการเปิดปฏิบัติการนั้น ตนได้เตรียมชุดพิเศษที่ขอรับการสนับสนุนจาก ผบ.เรือนจำต่างจังหวัด ให้รอสแตนด์บายไว้ยังจุดโดยรอบเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ขณะที่อธิบดีกรมราชทัณฑ์ จะมอนิเตอร์อยู่ในห้องวอร์รูม จากนั้นเมื่อถึงเวลา ตนได้นั่งรถ ผบ.เรือนจำชุดอื่น เข้าไปด้านในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อไม่ให้มีการรู้ทัน และเดินเข้าประตูภายในอาคารสำนักงานผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก่อนเดินขึ้นบันไดเวียน จากชั้น 1 ไปชั้น 2 ที่เป็นห้องทำงานของ ผบ.เรือนจำฯ ซึ่งก็พบว่า ในห้องทำงานของ ผบ.เรือนจำฯ มีกล้องวงจรปิด มีโต๊ะ 1 ตัว และเมื่อเดินเข้าไป ตนก็เเจ้งการตรวจค้นแก่ ผบ.เรือนจำฯ และพบว่า ผบ.เรือนจำฯ อยู่กับเจ้าหน้าที่ 2 คน แล้วตนก็เดินลงชั้น 1 เพื่อเข้าแดนด้านในเรือนจำฯ
อย่างไรก็ตาม ในการเข้าตรวจค้นจู่โจมเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ได้มีการใช้กำลังเจ้าหน้าที่เรือนจำอื่น ๆ กว่า 100 นาย โดยมีการตรวจทุกแดน ยกเว้น แดน 3 และแดน 5 เนื่องจากกำลังไม่เพียงพอ ซึ่งในการเข้าตรวจค้นแดนขัง จึงทำให้พบสิ่งของต้องห้ามและสิ่งของเกินความจำเป็น จนนำมาสู่คำสั่งย้ายเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร จำนวน 20 ราย ทั้งนี้ ในวันอังคารที่ 18 พ.ย.68 ตนได้มีการตรวจค้นจู่โจมอีกครั้ง โดยเน้นเฉพาะแดนที่มีผู้ต้องขังจีนเทาอยู่ และจัดระเบียบเรือนจำ เอาสิ่งของเครื่องใช้ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ไม่อนุญาตตามกฎหมายราชทัณฑ์ออกมาให้หมด ไม่ว่าจะเป็น ตู้เย็น พัดลม เนื้อ อาหารสด ไฟแช็ค เหล็กแหลม มีดดัดแปลง มีดคัตเตอร์ เป็นต้น ซึ่งเจอสิ่งของต้องห้ามเหล่านี้ในแดนใดก็ต้องโยกเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบแดนนั้นออกไป
นายยุทธนา กล่าวอีกว่า สำหรับโทษทัณฑ์ของผู้ต้องขังระหว่าง หากถูกวินัยของผู้ต้องขัง จะมีเพียงการภาคทัณฑ์ และงดเยี่ยม แต่ถ้าจะย้ายเรือนจำฯ ต้องเป็นอำนาจศาลเท่านั้น นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มีจำนวน 270 กว่าราย และที่ระบุว่าเป็นเรือนจำพิเศษฯ ก็พิเศษจริง เพราะต้องมีการควบคุมผู้ต้องขังระหว่าง และมีส่วนที่ต้องไปขึ้นศาล ซึ่งผู้ต้องขังระหว่างในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร จะต้องถูกเบิกตัวไปศาลถึง 18 ศาล ดังนั้น เมื่อผู้ต้องขังต้องถูกเบิกตัวออกไป เรือนจำฯ จะส่งเจ้าหน้าที่ไป 3 ราย และถ้าหนึ่งวันมีหลายคน เราก็ต้องใช้เจ้าหน้าที่เรือนจำออกไปจำนวนมาก 
ซึ่งก็จะทำให้เหลือเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ในเรือนจำน้อย โดยหลักของการเดินทางไปยังต่างประเทศของข้าราชการ มีดังนี้ หากเป็นผู้บริหารระดับต่ำกว่า C9 จะต้องขออนุญาตอธิบดีฯ แต่ถ้าระดับสูงกว่า C9 จะต้องขออนุญาตปลัดกระทรวงฯ เพราะอาจเป็นการละเว้น ปล่อยปละ ละเลยการปฎิบัติหน้าที่ได้ เพราะถ้าหากไม่ใช่การไปราชการหรือการประชุม จะต้องขออนุญาตทุกครั้ง เพราะถ้าหากส่วนกลางสั่งการใดมาแล้วตัวผู้บังคับบัญชาไม่อยู่ ก็จะมีเหตุความผิดได้ จึงต้องไปตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ที่เดินทางไปต่างประเทศนั้น มีจุดหมายปลายทางไปที่ใด ไปที่ซ้ำ ๆ หรือไปที่ใหม่ เราจะดูในเชิงของการใช้ตรรกะ ถ้าไปพื้นที่เดิมซ้ำ ๆ ปกติหรือไม่ เพราะถ้าเราไปเที่ยว เราคงไม่เที่ยวที่เดิมซ้ำ ๆ ถ้าจะซ้ำ จะใช้วิธีเที่ยวปีหน้าแทน 
ทั้งนี้ กรณีที่มีกระแสข่าวออกมาก่อนหน้านี้ว่านายมานพ อดีตผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ได้มีการเดินทางไปยังต่างประเทศประมาณ 70-80 ครั้งใน 1 ปี ส่วนนี้ตนยังไม่มีข้อมูล แต่ตนเชื่อว่าข้อมูลที่สื่อได้มาคือแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ แต่อย่างไรแล้ว ตนจะต้องไปตรวจสอบแฟ้มข้อมูลการแจ้งขอลาพักร้อนของนายมานพ ซึ่งส่วนนี้ก็ยังไม่ได้รับข้อมูลเช่นเดียวกัน แต่ตามหลักการแล้วในเวลาหนึ่งปี จะสามารถขอลาพักร้อนได้ 20 วัน (ไม่นับรวมวันหยุด) ซึ่งหากเดินทางไปในวันหยุด ก็ไม่ถือว่าเป็นการลางาน แต่ตอนนี้ก็ยังติดปัญหาเรื่องการค้นหาเอกสาร เพราะขณะนี้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลเอกสารเหล่านี้ก็ถูกโยกย้ายเช่นกัน ทำให้การตรวจสอบเอกสารล่าช้า
นายยุทธนา เปิดเผยอีกว่า เรื่องนายกันต์ กันตถาวร หรือบอสกันต์ ที่ถูกกล่าวหาพาดพิงว่ามีการปรากฏตัวอยู่ในแดน 1 เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ที่ไม่มีการเปิดให้เยี่ยมญาติ ทั้งยังมีการกล่าวถึงสลิปโอนเงินจำนวน 40,000 บาท จากภรรยาของนายกันต์ ที่โอนไปยังเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ อ้างว่าเป็นเงินล็อคคิวตีเยี่ยมในวันอาทิตย์ ว่า ตนขอตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยการถามกลับไปยังคนที่เป็นคนโพสต์ข้อมูลดังกล่าว ว่าได้รับข้อมูลมาจากแหล่งไหน หรือเพจใด ยิ่งกรณีที่เป็นการโพสต์ข้อความและรูปภาพสลิปการโอนเงิน
ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นของบุคคลใด เพราะว่ามีการปิดชื่อและสกุล แต่เปิดเพียงยอดจำนวนเงิน ตนขออาสาตรวจสอบให้เลย โดยตนจะหาชื่อในสลิปโอนเงินให้ได้ว่าเป็นคนหรือญาติของใคร ขอแค่เอาข้อมูลมาให้ตน ตนจะเอาไปดูในทะเบียนงานเยี่ยมญาติของผู้ต้องขังให้เลย แต่ถ้ามันไม่ใช่ เขาจะรับผิดชอบให้หรือไม่ ในการกล่าวพาดพิงเช่นนี้ ส่วนกระแสข่าววงจรปิดว่า “บอสกันต์” เดิน “อู๋อี๋” กับผู้หญิงในแดน 1 หรือไม่นั้น ก็เชื่อว่าเป็นเพียงจินตนาการ ผู้หญิง 1 คนจะกล้าเข้าไปปรากฎในเรือนจำชายได้อย่างไร รวมถึงปฏิเสธข่าวลือว่ามีการนำนักโทษหญิงจากทัณฑสถานหญิงกลาง เข้าไปในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร
ส่วนกรณีที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ต้นเหตุการเข้าตรวจค้นทั้งหมด เป็นความขัดแย้งภายในกรมราชทัณฑ์ ที่ต้องการล้มล้างขั้วอำนาจเก่านั้น นายยุทธนา บอกว่า ส่วนตัวไม่เชื่อสมมุติฐานดังกล่าว เพราะคนที่มีอำนาจแต่งตั้งผู้บัญชาการเรือนจำ 5 เสือ ก็คืออธิบดีกรมราชทัณฑ์ ไม่มีใครรู้ว่าจะเป็นขั้วอำนาจไหน อีกทั้งอธิบดีกรมราชทัณฑ์คนปัจจุบันก็เข้ามาทำงานได้เพียงเดือนกว่า แต่ส่วนตัวเชื่อว่าอาจเป็นความขัดแย้งระหว่างนักโทษไทยกับนักโทษจีน เพราะเห็นว่านักโทษจีนมีสิทธิพิเศษไม่เท่ากัน
นายกลยุทธ พานาสันต์ ผอ.กองทัณฑวิทยา เปิดเผยว่า การปรับปรุงซ่อมแซมเรือนจำฯ จะต้องมีการขออนุญาตกรมราชทัณฑ์ทุกครั้ง ส่วนเหตุการณ์ว่าใครเป็นคนไปเบิกตัวผู้ต้องขังจีนเทาออกจากแดนขัง เพื่อไปยังห้องลับใต้บันไดนั้น พบข้อมูลว่า คนที่ไปรับเป็นคนใกล้ชิดของนายมานพ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ที่สามารถเดินผ่านได้ทุกแดนในเรือนจำฯ และเป้าหมายคือแดน 4 ซึ่งปัจจุบันหัวหน้าควบคุมแดน 4 รายนี้ก็ได้ถูกคำสั่งโยกย้ายไปแล้วใน 20 รายชื่อก่อนหน้านี้ ซึ่งในคำให้การของพยาน มีการระบุว่าเจ้าหน้าที่รายนี้ อ้างว่า “นายสั่งให้มาเบิกตัวผู้ต้องขัง” ซึ่งในวันดังกล่าว นายมานพ ก็อยู่ในเรือนจำจริง เจ้าหน้าที่พัศดีเวรจึงเชื่อ แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าผลสอบบอกว่าพัศดีรู้เห็น ก็ต้องถูกตรวจสอบด้วยเช่นกัน
นายกลยุทธ เปิดเผยอีกว่า สำหรับเงินที่ถูกนำมาใช้สร้างห้องลับใต้บันไดซึ่งเป็นห้องเกิดเหตุนั้น ตนยังไม่สามารถตอบได้ว่าเป็นเงินจากแหล่งใด เพราะเงินในเรือนจำฯ ในการปรับปรุงอาคารสถานที่เพื่อประโยชน์บริหารงานมี 3 ส่วน 1.เงินงบประมาณ (ต้องดูแบบแปลนคำขอตั้งงบ) 2.เงินสวัสดิการร้านค้า เพราะในเรือนจำมีร้านสงเคราะห์ผู้ต้องขัง จัดสวัสดิการระบบน้ำดื่ม เสื้อผ้า 3.เงินทุนฝ่ายฝึกวิชาชีพ เวลาผู้ต้องขังทำโต๊ะเก้าอี้จำหน่าย จะมีการคืนให้ผู้ต้องขังและสามารถใช้เป็นทุนหมุนเวียนได้
ฉะนั้น จึงต้องมีการตรวจสอบจากระบบหนังสือเอกสาร เพราะถ้าเป็นเงินจากงบประมาณมันก็จะถูกบันทึกลงในระบบอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นเงินจากร้านค้าสวัสดิการสงเคราะห์ผู้ต้องขังหรือส่วนฝึกวิชาชีพ มันก็ต้องมีมีการเสนอเรื่องมา แต่ตอนนี้ยืนยันได้ว่าไม่ได้เป็นงบจากร้านค้าสวัสดิการผู้ต้องขังและส่วนฝึกวิชาชีพแน่นอน เรื่องนี้จึงต้องอาศัยวิธีการสืบสวนของทางดีเอสไอ ส่วนเงินที่ใช้ในการปรับปรุงห้องเยี่ยมญาติของเรือนจำนั้น เราก็เพิ่งจะได้งบประมาณการปรับปรุงจุดเยี่ยมญาติมา 30 ล้านบาทของปีงบประมาณ 2569 จึงเป็นไปไม่ได้ที่เงินดังกล่าวจะถูกนำมารีโนเวทห้องลับใต้บันไดตามที่เป็นข่าวแน่นอน เพราะเวลาไม่สอดคล้องกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติม ว่า ในวันศุกร์ที่ 28 พ.ย.นี้ นายไพฑูรย์ มงคลหัตถี ผู้ตรวจราชการกรมราชทัณฑ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง จะต้องไปรายงานความคืบหน้าการตรวจสอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รับทราบ ซึ่งก็คาดว่าจะมีความคืบหน้าในบางส่วน และหากผลวินัยออกมาแล้ว และพบว่าบุคคลใดที่เข้าข่ายความผิดทางคดีอาญาด้วย ก็ต้องดำเนินการทั้งหมดต่อไป

