มานพ อดีต ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพ แฉ ถูกกลั่นแกล้ง ยืนยันความบริสุทธิ์ ขอเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
จากกรณี เมื่อวันที่ 16 พ.ย.ที่ผ่านมา นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้ลงนามคำสั่งกระทรวงยุติธรรม ที่ 233/2568 เรื่องมอบหมายให้ข้าราชการปฏิบัติหน้าที่ โดยที่มีความจำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีสืบเนื่องจากการจู่โจมตรวจค้นเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครและพบการกระทำผิด
ต่อมา กรมราชทัณฑ์ ออกมาระบุว่า จากการเข้าจู่โจมและตรวจค้นดังกล่าวพบว่ามีเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ในการควบคุมและปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง จึงได้ดำเนินการย้ายเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และย้าย นายมานพ ชมชื่น ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ จำนวน 19 ราย โดยทางกรมราชทัณฑ์ พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้ตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ในเรื่องดังกล่าว
เมื่อวันที่ 28 พ.ย.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายมานพ ชมชื่น อดีตผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ได้ส่งข้อความ มายัง มติชนออนไลน์ เพื่อขอชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่า กรณีตามที่เป็นข่าวต่อสื่อมวลชนที่เผยแพร่ต่อสาธารณชนเป็นจำนวนมากอยู่ในขณะนี้ เกี่ยวกับกรณีการปฏิบัติหน้าที่ของนายมานพ ชมชื่น และเจ้าหน้าที่อื่นๆ ของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ว่ามีการเอื้อประโยชน์ให้นักโทษจีนเทาต่างๆนานา โดยเฉพาะการปล่อยให้มีการค้าประเวณีในห้องลับภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ
นายมานพ ยืนยัน ไม่ได้เป็นผู้กระทำผิดใด แต่เรื่องทั้งหมดเกิดจากการกลั่นแกล้งให้พ้นจากตำแหน่ง โดยมีสาเหตุมาจากการที่นายมานพได้เบิกความในคดีสำคัญ ซึ่งอาจกระทบต่อผู้บริหารในกระทรวงยุติธรรม นอกจากนั้นหลังจาก นายมานพ เข้ารับตำแหน่งผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ได้โยกย้ายเจ้าหน้าที่ที่มีพฤติการณ์ เรียกรับผลประโยชน์หลายคนซึ่งได้ส่งส่วยไปยังผู้บริหารในกรมราชทัณฑ์และกระทรวงยุติธรรม เหตุดังกล่าวจึงทำให้มีผู้ไม่พอใจ นายมานพ อย่างมากนำมาสู่การกลั่นแกล้ง เพื่อแก้แค้นและตัดตอนไม่ให้ข้าพเจ้าตรวจสอบการกระทำหลายเรื่องในกรมราชทัณฑ์
โดยนายมานพ ยินดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในการสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ต่อไป โดยในวันนี้ (วันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ ) นายมานพได้มอบหมายให้ทนายความยื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้ยุติการสืบสวนสอบสวนทั้งหมด
และส่งเรื่องการสืบสวนสอบสวนกรณีไปยัง ป.ป.ช. เนื่องจากคดีนี้เป็นการกล่าวหาผู้กระทำผิดที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเป็นอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช.เท่านั้น อีกทั้ง ป.ป.ช. ยังเป็นหน่วยงานกลางและเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ย่อมดำเนินการไปโดยไม่มีอคติใดๆ ซึ่งแตกต่างจากกรมสอบสวนคดีพิเศษและกรมราชทัณฑ์ อันเป็นหน่วยงานในกำกับของกระทรวงยุติธรรมซึ่งถือว่าเป็นคู่ขัดแย้งกับนายมานพโดยตรง

