ตร.จับชายวัย 56 เปิดบัญชีม้า สารภาพข้ามไปเขมร สมัคร 4 แอพพ์ สแกนใบหน้า 14 วัน ก่อนกลับมา

28.11.25 | 21:35 น.

ตร.จับชายวัย 56 เปิดบัญชีม้า สารภาพข้ามไปเขมร สมัคร 4 แอพพ์ สแกนใบหน้า 14 วัน ก่อนกลับมา


เมื่อวันที่ 28 พ.ย. พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รองผบช.น. พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. พ.ต.อ.อรรชวศิษฏ์ ศรีบุณยมานนทน์ ผกก.สืบสวน 3 บก.สส.บช.น. พ.ต.ท.ปกรณ์ ทองช่วง พ.ต.ท.วิโรฒ จนุบุษย์ รอง ผกก.สืบสวน 3 บก.สส.บช.น. สั่งการให้ชุดสืบสวน กก.สืบสวน 3 บก.สส.บช.น. ได้ร่วมกันจับกุม นายพินิจ อายุ 56 ปี บุคคลตามหมายจับศาลจังหวัดเกาะสมุยที่ 97/2568 ลงวันที่ 4 มี.ค. 2568

ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “เป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดฐานโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐาน หมิ่นประมาทตามกฏหมายอาญา” เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2568 เวลาประมาณ 11.25 น.ที่ผ่านมา

สืบเนื่องจาก ผู้เสียหายได้เข้าไปแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน ภ.จว.สุราษฎร์ธานี ว่า เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2567 เวลาประมาณ 19.00 น. ว่าตนได้เห็นข้อความโฆษณาเกี่ยวกับการประกาศชักชวนให้ลงทุนเทรดหุ้นทองคำ, น้ำมัน, สกุลเงินออนไลน์

Advertisement

โดยอ้างว่าจะได้รับเงินปันผลกำไรคืน ในอัตราการลงทุน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ ได้รับโบนัส 88 ดอลลาร์สหรัฐ, โดยหากลงทุน 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ จะได้รับโบนัส 588 ดอลลาร์สหรัฐ, ลงทุน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ ได้รับโบนัส 888 ดอลลาร์สหรัฐ ผู้เสียหายเกิดความสนใจจึงตอบข้อความที่ใต้โพสต์ประกาศดังกล่าวว่าสนใจลงทุน

ต่อมาผู้เสียหายได้รับข้อความให้เพิ่มเพื่อนในไลน์ เมื่อทำการกดที่ลิงก์ดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่าได้มีการเพิ่มเพื่อนกับบัญชีไลน์ ชื่อบัญชี “เอก”

จากนั้น ผู้ใช้บัญชีดังกล่าวได้เริ่มชักชวนผู้เสียหายพูดคุยเรื่อยมาจนเกิดความสนิทสนม และเชื่อใจมากขึ้นจนเชื่อว่าบุคคลดังกล่าวมีตัวตนอยู่จริง จากนั้นบุคคลดังกล่าวได้โน้มน้าวให้ผู้เสียหายหลงเชื่อด้วยการถ่ายภาพหน้าแพลตฟอร์มการลงทุนของตน ซึ่งแสดงยอดเงินที่อ้างว่าได้รับเงินปันผลกำไรคืนจากการลงทุนจริง และเริ่มชักชวนผู้เสียหายให้ลงทุน เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อจึงเริ่มโอนเงินจากบัญชีธนาคารของตน เพื่อทำการลงทุน แต่เมื่อผู้เสียหายต้องการถอนเงิน กลับไม่สามารถถอนได้ต้องโอนเงินเข้าไปเพิ่ม หลังจากนั้นผู้เสียหายก็ไม่สามารถติดต่อกับผู้ใช้บัญชีไลน์ ชื่อบัญชี “เอก” ได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกหลอกอย่างแน่นอน จึงมาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ในชั้นจับกุม ผู้ต้องหาให้การว่า ตนได้รับการชักชวนจากญาติให้ไปรับจ้างเปิดบัญชีม้า จำนวน 4 บัญชี โดยจะได้รับค่าตอบแทนเป็นเงิน 12,000 บาท จากนั้นมีรถมารับเดินทางไปที่จังหวัดสระแก้ว เพื่อข้ามชายแดน โดยช่องทางธรรมชาติ ไปที่ตึก 25 ชั้น ในพื้นที่กัมพูชา เมื่อไปถึงแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้ตนทำการสแกนใบหน้า สมัครแอปพลิเคชันธนาคารในมือถือ จำนวน 4 เครื่อง เครื่องละ 1 บัญชี โดยในแต่ละวันแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะให้ตน สแกนใบหน้าวันละหนึ่งถึงสองครั้ง จนครบ 14 วัน แก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้บอกให้ตนกลับประเทศไทยได้ ตนจึงได้เดินทางกลับ เมื่อตนกลับมาทำงานตามปกติ

พบว่าแอปพลิเคชันธนาคารของตนไม่สามารถใช้งานได้ จึงโทรไปสอบถามกับทางธนาคารพบว่าธนาคารได้อายัดบัญชีของตน ตนจึงโทรกลับไปหาญาติที่แนะนำให้เปิดบัญชีม้าได้คำตอบจากญาติว่า “ธนาคารจะอายัดเพียงแค่สามเดือนแล้วกลับมาใช้ได้ปกติอย่าไปคิดมาก” จนกระทั่งช่วงเดือนพฤษภาคม มีเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.บางนา เข้าไปสอบถามหาตนที่บริษัทที่ตนทำงานอยู่ ตนจึงเกิดความระแวงไม่กล้าไปทำงาน และย้ายที่อยู่ เพราะกลัวถูกตำรวจจับกุม เนื่องจากต้องดูแลภรรยาที่ป่วยจิตเวช

หลังจับกุม นายพินิจ ฝากถึงประชาชนผู้ที่กำลังจะหลงผิด “อย่าไปเปิดบัญชีม้าเลย เดี๋ยวจะซวยเหมือนผม” โดยตนจะขอเข้าสู่กระบวนการ และรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองได้กระทำลงไป หลังจากนี้จะทำอาชีพสุจริต และไม่คิดจะยุ่งเกี่ยวกับบัญชีม้าอีกต่อไป จากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้นำตัว นายพินิจ ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน เพื่อดำเนินคดีต่อไป