ทลายแก๊งคอลเกาหลีใต้ หนีจากเพื่อนบ้าน เช่าคอนโด-เปิดสนง.หลอกเพื่อนร่วมชาติ เสียหายกว่า 500 ล้าน

8.12.25 | 16:36 น.

ทลายแก๊งคอลเกาหลีใต้ หนีจากเพื่อนบ้าน เช่าคอนโด-เปิดสนง.หลอกเพื่อนร่วมชาติ เสียหายกว่า 500 ล้าน


เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 8 ธันวาคม พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ ผบก.ปอท. พ.ต.อ.ภานุภัท กิตติพันธ์ ผกก.1 บก.ปอท.​, ​พ.ต.ท.เอกพล แสงอรุณ รอง ผกก.1 บก.ปอท. Mr.kim doodung เจ้าหน้าที่แผนกกงสุลตำรวจ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลี ประจำประเทศไทย ร่วมกันแถลงจับกุมผู้ต้องหาชาวเกาหลีใต้ และชาวจีน จำนวน 17 ราย

ได้แก่ นายลี จองมิน อายุ 31 ปี, นายคิม อินแท อายุ 32 ปี, นายฮา แทกุน อายุ 38 ปี, นายคิม จียุล อายุ 32 ปี, นายออม ซอนฮัน อายุ 34 ปี, นายคิม จุนย็อบ อายุ 28 ปี, นายบยอน เจซ็อล อายุ 33 ปี, นายคิม อึนกยุน อายุ 43 ปี, นายคว็อน ซ็องกยุน อายุ 30 ปี, นายฮง ยุล อายุ 29 ปี, นายโจ มุนช็อล อายุ 35 ปี, นายอิม แทฮวัน อายุ 35 ปี, นายลี จองบิน อายุ 29 ปี, นายลี แทกวอน อายุ 27 ปี ทั้งหมดสัญชาติเกาหลีใต้ ส่วน นายหลิว หมิงเจิ้ง อายุ 29 ปี, นายอี แชฮวา อายุ 43 ปี และนายชา รินฮู อายุ 35 ปี สัญชาติจีน

ผู้ต้องหาทั้งหมดถูกจับกุมข้อหา “เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน และเป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด”

Advertisement

พล.ต.ท.เชาวศักดิ์เปิดเผยว่า ประเทศไทยและสาธารณรัฐเกาหลีใต้ มีแนวทางร่วมกันทำงานสืบสวนและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะขบวนการคอลเซ็นเตอร์ที่เชื่อมโยงระหว่างสองประเทศ จนพบเบาะแสกลุ่มคนร้ายขบวนการคอลเซ็นเตอร์ สัญชาติเกาหลีใต้ ที่หลบหนีมาจากประเทศเพื่อนบ้าน เข้ามายังประเทศไทย โดยพบเบาะแสหลบซ่อนตัวอยู่ที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ตนจึงสั่งการให้ตำรวจ บก.ปอท.นำกำลังเข้าทำการตรวจสอบ

ด้าน พล.ต.ต.ชนันนัทธ์กล่าวว่า จากการตรวจค้นพบผู้ต้องหาสัญชาติเกาหลีใต้ 4 คน ซึ่งพบว่าเป็นผู้ร่วมขบวนการคอลเซ็นเตอร์ ลักษณะหลอกลงทุนแชร์ลูกโซ่ โดยตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ในประเทศกัมพูชา โดยแอบอ้างเป็นบริษัทรีสอร์ตชื่อดังของประเทศมาเลเซีย “Genting Malaysia” เพื่อหลอกลวงให้เหยื่อสัญชาติเดียวกันหลงเชื่อและร่วมลงทุน อ้างผลตอบแทนสูง มีผู้เสียหายชาวเกาหลีใต้ตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก รวมความเสียหายทั้งสิ้น 20,160,531,817 วอนเกาหลี (KRW) หรือประมาณ 500 ล้านบาท ทราบด้วยว่าก่อเหตุตั้งแต่เดือนตุลาคม 2024 ถึงเดือนพฤษภาคม 2025 และหลบหนีการจับกุมมาโดยตลอด

ส่วน พ.ต.อ.ภานุภัทกล่าวว่า เบื้องต้นตรวจสอบพบผู้ต้องหาทั้งหมดมีหมายจับของตำรวจสากล ก่อนสืบสวนขยายผลจนพบผู้ร่วมขบวนการที่หลบหนีมาจากประเทศเพื่อนบ้าน เข้ามาในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยมาเช่าคอนโดมิเนียม ย่านพระราม 3 และย่านลุมพินี เพื่อใช้เป็นที่ซ่อนตัว และเปิดเป็นสำนักงานใช้หลอกลวงเพื่อนร่วมชาติ จึงรวบรวมหลักฐาน ขออนุมัติหมายค้นต่อศาลแขวงพระนครใต้ เพื่อเข้าทำการตรวจค้นคอนโดมิเนียมทั้ง 2 แห่งดังกล่าว

พ.ต.อ.ภานุภัทกล่าวต่อว่า จากการตรวจค้นพบภายในห้องพักถูกดัดแปลงเป็นห้องขนาดเล็กประมาณ 20 ห้อง แต่ละห้องมีโทรศัพท์, คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะเปิดหน้าจอค้างอยู่ มีข้อความบทสคริปต์วางอยู่ที่โต๊ะ สำหรับพูดหรือพิมพ์เพื่อใช้ในการหลอกลวงทางออนไลน์ รายชื่อเหยื่อชาวเกาหลีใต้ พร้อมหมายเลขโทรศัพท์, เอกสารปลอมแอบอ้างเป็นหนังสือทางราชการของอัยการประเทศเกาหลีใต้ และบัตรประจำตัวปลอมของอัยการของเกาหลีใต้ ซึ่งบทในสคริปต์ดังกล่าวใช้เป็นต้นแบบ สำหรับหลอกลวงเหยื่อ ผ่านช่องทางออนไลน์ ส่วนโทรศัพท์ที่ใช้ พบว่าเป็นการโทรผ่านอินเตอร์เน็ต (VoIP) เพื่อใช้ติดต่อสื่อสารกับเหยื่อในประเทศเกาหลีใต้ โดยใช้วิธีการปลอมเป็นอัยการ หรือเจ้าหน้าที่รัฐของเกาหลีใต้ โทรศัพท์ข่มขู่เหยื่อว่ามีคดี และหลอกให้โอนเงินมาให้กลุ่มคนร้าย

พ.ต.อ.ภานุภัทกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ คนร้ายยังใช้วิธีปลอมเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารของประเทศเกาหลีใต้ หลอกให้กู้เงิน และให้โอนเงินค่าดำเนินการ ซึ่งจากการตรวจค้นคอนโดที่ย่านพระราม 3 จับกุมตัวผู้ต้องหาได้อีก 10 ราย แยกเป็นชาวเกาหลีใต้ 8 ราย และชาวจีน 2 ราย ส่วนคอนโดย่านลุมพินี จับกุมผู้ต้องหาได้ 3 ราย เป็นชาวเกาหลีใต้ 2 ราย และชาวจีน 1 ราย ผู้ต้องหาทั้งหมดรับสารภาพว่าเข้ามาทำงานภายในประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมด ส่ง สน.บางโพงพาง และ สน.ลุมพินี ดำเนินคดีตามกฎหมาย

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์กล่าวอีกว่า จากพฤติการณ์ทั้งหมด เชื่อว่ากลุ่มผู้ต้องหาร่วมกันหลอกลวงเหยื่อชาวเกาหลีใต้ให้หลงเชื่อและโอนเงินให้คนร้าย โดยจัดเตรียมอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์ VoIP กว่า 50 เครื่อง, โทรศัพท์ 35 เครื่อง, บทสคริปต์หลอกลวงและบัตรประจำตัวอัยการประเทศเกาหลี (บัตรปลอม) และเอกสารอื่นๆ อีกหลายสิบรายการ แต่ไม่พบว่าเคยหลอกลวงผู้เสียหายชาวไทย

หลังจากนี้จะประสานงานสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลี ประจำประเทศไทย เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหลังจากผู้ต้องหาถูกดำเนินคดีในประเทศไทยแล้ว ก็จะส่งตัวกลับไปดำเนินคดีที่เกาหลีใต้ต่อไป