ดีเอสไอ เผยผลตรวจ 5 บริษัท ลูกก๊กอาน ส่วนใหญ่เป็น Paper Company ไร้พนักงาน

9.12.25 | 12:49 น.

DSI เผยผลตรวจสอบ 5 บริษัท ลูกก๊กอาน พบส่วนใหญ่เป็นเพียง Paper Company ไม่มีการทำธุรกิจในสถานที่ตั้งจดทะเบียนและไร้พนักงาน บางแห่งเคยทำธุรกิจจริง


เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. จากกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยคณะพนักงานสืบสวน กองกิจการอำนวยความยุติธรรม เรื่องสืบสวนที่ 134/2568 ได้มีการกำหนดแนวทางการสืบสวนเครือข่ายของนายเฉิน จื้อ (CHEN ZHI) หรือวินเซนต์ (Vincent) ผู้ก่อตั้งกลุ่มปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป เครือข่ายของบริษัท ปรินซ์ฯ และรายชื่อชาวต่างชาติทั้ง 43 คน ที่ทางการสหรัฐอเมริกาได้ขึ้นบัญชีให้เป็นบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติและการหลอกลวงออนไลน์ อาทิ นายยิม เลียก (Yim Leak) นายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ นายก๊ก อาน เป็นต้น

โดยตรวจสอบว่าในบรรดา 43 รายชื่อดังกล่าวมีใครเกี่ยวพันเชื่อมโยงมาถึงบุคคลและนิติบุคคล การประกอบกิจการในประเทศไทยหรือไม่ ซึ่งดีเอสไอได้มีการประสานขอรายงานข้อมูลไปยังหลายหน่วยงานเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการขอข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เพื่อดูการยื่นจดทะเบียนประกอบธุรกิจ การขอข้อมูลจากสำนักงาน ป.ป.ง. เพื่อดูธุรกรรมทางการเงิน การเปิดบัญชีธนาคาร เป็นต้น และถ้ามีความชัดเจนว่านิติบุคคลใดในไทย เป็นเครือข่ายของทุนนอก หรือเป็นนอมินี ก็จะขยายผลเป็นคดีพิเศษในความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 หรือนอมินี ซึ่งเป็นความผิดตามบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547

ความคืบหน้ารายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุว่า ภายหลังจากที่คณะพนักงานสืบสวนดีเอสไอได้มีการตรวจสอบข้อมูลการประกอบธุรกิจ กิจการในไทยของนายก๊กอาน (KOK AN) สัญชาติกัมพูชา มีตำแหน่งเป็นสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ของประเทศกัมพูชา และลูกทั้ง 3 คนของก๊กอาน ได้แก่ น.ส.จุรี คล่องกิจกล น.ส.ภูเฌอหลิน คล่องกิจกล (ยุไล่) และนายกิตติศักดิ์ คล่องกิจกล โดยเฉพาะการประสานข้อมูลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

Advertisement

พบข้อมูลเบื้องต้นก่อนนี้ว่า ลูกทั้ง 3 คนของนายก๊กอาน มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจประเภทการให้การบริการประมาณ 5 แห่งในไทย โดยมีสถานะเป็นกรรมการของบริษัท จึงได้ขยายผลตรวจสอบรายละเอียดเชิงลึกกระทั่งทราบว่า ส่วนใหญ่ไม่ได้มีการดำเนินธุรกิจแล้ว คลายลักษณะเป็น “Paper Company” กล่าวคือ สถานที่ที่จดทะเบียนไว้ไม่ได้มีการประกอบธุรกิจ ณ ที่นั้นๆ เช่น อ้างว่าบริษัทอยู่ในอาคารแห่งหนึ่ง แต่พนักงานทำงานไม่มีจริง แต่กลับใช้ชื่อที่อยู่ตรงนั้นอ้างเป็นที่ตั้งของบริษัท อย่างไรก็ตาม ในบรรดา 5 บริษัทนี้ กลับพบว่าก่อนหน้านี้ยังพอมี 1 บริษัทในพื้นที่จังหวัดสงขลา อำเภอหาดใหญ่ ที่อาจมีการดำเนินธุรกิจจริง แต่ปัจจุบันก็ไม่มีแล้ว และยังมีอีกบริษัทที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการหางาน การจัดหางานออนไลน์

ดีเอสไอพบข้อมูลว่าไปแจ้งจดที่อยู่ในพื้นที่เขตสาทร กรุงเทพมหานคร แต่เมื่อตรวจสอบกลับพบว่ามีการขอใช้พื้นที่ของนิติบุคคลแห่งหนึ่ง แต่ก็ไม่มีการดำเนินธุรกิจจริงเช่นกัน ซึ่งการขอใช้พื้นที่นิติบุคคลอื่นเพื่อจดทะเบียนเป็นสถานที่ของบริษัทนั้น ดีเอสไอพบข้อมูลอันน่าสนใจต่อว่า มันจะมีลักษณะเป็นบริษัทเคลื่อนที่ อาทิ ประเภทธุรกิจสตาร์ตอัพ (Startup) ซึ่งบางทีก็ไม่มีเงินในการจ้างพนักงาน หรือไปเช่าสถานที่ แต่ในความเป็นจริงมันจำเป็นต้องมีสถานที่อยู่เพื่อแจ้งจดทะเบียน และใช้เป็นที่อยู่ในการรับส่งจดหมาย เพื่อให้ดูมีความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะหากเป็นอาคารที่มีชื่อเสียงในย่านเศรษฐกิจ ที่ไม่ใช่บ้านเช่าทั่วไปก็จะดูมีความน่าเชื่อถือมากกว่า จึงทำให้มีพวกบริษัทที่ทำธุรกิจเช่าพื้นที่จริงและซอยห้องเพื่อปล่อยเช่าเป็นตัวเลขที่ในระบบคอมพิวเตอร์ แต่ห้องจริงๆ ไม่มี

แต่ลูกค้าสามารถใช้ที่อยู่ของตึกนั้นได้ เพราะบริษัทมีการเช่าต่อจากตัวตึกจริง ยกตัวอย่าง นายเอ (นามสมมุติ) จดทะเบียนตั้งบริษัทขึ้นมา 1 แห่ง และไปขอเช่าชั้น 15 ในอาคารออฟฟิศแห่งหนึ่ง ที่อยู่ในกลางย่านเศรษฐกิจ จากนั้นนายเอก็กำหนดตัวเลขซอยห้องออกมาเป็น 15/1-15/100 เป็นต้น เพื่อให้คนอื่นมาเช่าพื้นที่ต่อจากนายเอ แต่คนที่มาเช่าพื้นที่ต่อนั้นจะไม่ได้เข้ามาอยู่จริง เพราะมันไม่มีห้องให้อยู่ และไม่มีการจ้างพนักงานจริง แต่เมื่อมีจดหมายหรือสิ่งของของลูกค้ามาส่ง นายเอก็จะรับผิดชอบดูแลให้ เพราะลูกค้าจ่ายค่าเช่าเลขที่ห้องให้กับนายเอ ดังนั้น บริษัทของลูกก๊กอานแห่งนี้ที่อยู่ในตึกออฟฟิศย่านสาทร และบริษัทอื่นๆ รวม 5 บริษัท ไม่มีการประกอบธุรกิจจริง ไม่มีการจ้างพนักงานใดๆ

รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษระบุอีกว่า เมื่อเราตรวจสอบการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทภายในประเทศไทยของลูกๆ ก๊กอาน แล้วไม่พบว่ามีการประกอบธุรกิจจริง หรือมีการเลิกประกอบธุรกิจไปแล้ว หลังจากนี้เราจะต้องขยายผลไปตรวจสอบดูเรื่องเส้นทางการเงิน ว่าระหว่างที่บริษัทต่างๆ ได้จดประกอบธุรกิจนั้น มีการส่งงบการเงินของบริษัทอย่างไรบ้าง ซึ่งเรื่องงบการเงิน เราได้มีการประสานขอข้อมูลกับหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรงแล้ว

ขณะนี้ดีเอสไออยู่ระหว่างรอรับข้อมูลรายงานกลับมา เพราะแม้ว่าบริษัทจะไม่มีการประกอบธุรกิจแล้ว แต่ก็ยังไม่มีการจดเลิกประกอบกิจการแต่อย่างใด นอกจากนี้ หากบริษัทเหล่านี้มีการจดแจ้งเรื่องบัญชีธนาคารนิติบุคคลในการรับโอนเงินหรือทำธุรกรรมต่างๆ ก็สามารถดูเรื่องเงินหมุนเวียนได้ด้วย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะทำให้เราเห็นถึงธุรกรรมต้องสงสัยว่าบริษัททั้ง 5 แห่งนี้ที่จดทะเบียนขึ้นมา เป็นเพียงบริษัทที่เปิดขึ้นมาบังหน้าเพื่อการฟอกเงินหรือไม่ อย่างไร

สำหรับข้อสงสัยว่าเหตุใดลูกๆ ก๊กอาน จึงมีการจดทะเบียนตั้งบริษัทต่างๆ แล้วไปเสียค่าเช่าสถานที่เพื่อให้เป็นสถานที่ที่ตั้งออฟฟิศของบริษัท คล้ายเป็นการวางเงินไว้โดยที่ไม่มีการประกอบธุรกิจจริงนั้น ดีเอสไอก็มีการตั้งข้อสงสัยเช่นเดียวกันว่า บางทีอาจจะมีการประกอบธุรกิจจริงมาก่อน แต่พอไม่ประสบความสำเร็จก็เลยเลิกประกอบกิจการไป ก็เป็นไปได้ หรืออาจเป็นกรณีภายหลังเกิดเรื่องตั้งแต่ช่วงต้นปี หลายคนไปอยู่ต่างประเทศแล้วไม่มีใครอยู่ไทยคอยดำเนินการจัดการธุรกิจ จึงไม่มีใครบริหาร บริษัทจึงเลิกดำเนินการไปก็เป็นไปได้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ประเด็นข้อสงสัยเรื่องนี้เราก็ได้มีการสอบถามกับเจ้าของอาคารที่ให้เช่า พวกเขาก็ยืนยันว่าไม่เคยเห็นว่ามีการประกอบกิจการจริง ไม่เคยเห็นพนักงานมาทำงาน

รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษระบุอีกว่า สำหรับกรณีว่านายก๊กอาน ที่ไม่มีชื่อเป็นกรรมการในบริษัทใดเลยนั้น ก็มีความเป็นไปได้ว่า ด้วยความที่ว่านายก๊กอานยังไม่ได้มีการแปลงเป็นสัญชาติไทย แม้จะได้ใบถิ่นที่อยู่ถาวรก็ตาม (กระบวนการก่อนพัฒนามาเป็นสัญชาติไทย) แต่ลูกๆ ของเขาได้สัญชาติไทยไปก่อนแล้ว เพราะมีการนำชายชาวไทยรายหนึ่งมาสมมุติเป็นพ่อ ตามที่ทุกท่านได้เห็นข่าวของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ทำให้พอลูกๆ ทั้งสามคนของนายก๊กอานได้สัญชาติไทยไปก่อน ดังนั้น เวลาที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทใด จึงต้องใช้ชื่อลูกๆ แทน เพราะมันจะทำกิจกรรมธุรกิจในไทยได้ง่ายกว่า

เนื่องจากมีสัญชาติไทยแล้ว ขณะที่นายก๊กอานยังมีสัญชาติกัมพูชา จึงไม่สะดวกที่จะมาจดทะเบียนใช้ชื่อตัวเองโดยตรงในการจัดตั้งบริษัท แต่อย่างไรดีเอสไอก็ไม่ตัดประเด็นที่ว่านายก๊กอานอาจมีบริษัทของตนเองในไทยที่ใช้ชื่อคนอื่นมาจดตั้งทะเบียนแทนด้วย คล้ายลักษณะนอมินี เรื่องนี้จึงต้องขยายผลตรวจสอบอย่างละเอียดต่อไป เพื่อให้มีความชัดเจนในส่วนของข้อเท็จจริงมากที่สุด ว่าจะมีการกระทำใดที่เข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 หรือไม่

ส่วนกรณีที่ดีเอสไอเคยเข้าบันทึกถ้อยคำพยานผู้ถือหุ้นชาวไทยของบริษัท ปริ้นซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (Prince International) ซึ่งมีสถานที่ตั้งอยู่ในชั้น 7 อาคารซิโน-ไทย ทาวเวอร์ เลขที่ 32/28 ถนนสุขุมวิท 21 (ซอยอโศก) แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร เนื่องจากมีข้อมูลว่ามีการใช้ตราสัญลักษณ์ ชื่อบริษัท และอีเมล์ที่สอดคล้องกับบริษัท ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป (Prince Holding Group) ของนายเฉิน จื้อ แต่เบื้องต้นเราพบแล้วว่าจากพยานหลักฐาน ยังไม่พบการทำธุรกรรมร่วมกัน นอกจากการพยายามประกอบธุรกิจร่วมกันแต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่านั้น