DSI รับเป็นคดีพิเศษ บ.สแกนม่านตา แลกเหรียญดิจิทัล ภาพMOUดีอี-บ.สิงคโปร์ โยง เบน สมิธ

10.12.25 | 14:27 น.

DSI รับคดีบริษัทสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัลเป็นคดีพิเศษความผิด พ.ร.บ.คอมพ์ มาตรา 14 ยกเลิก MOU ดีอี-บ.สิงคโปร์ Prime Opportunity Fund พบภาพการลงนาม MOU โยง เบน สมิธ

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม จากกรณีนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยถึงประเด็นภาพการลงนาม MOU ระหว่างกระทรวงดีอี และ Prime Opportunity Fund VCC Singapore เมื่อวันที่ 27 มี.ค.67 ซึ่งได้สั่งการให้เร่งรัดติดตามคำสั่งของสำนักงานรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ ดศ 0100.3/939 ลงวันที่ 21 พ.ย.68 และได้มีการขอให้ตรวจสอบติดตามและรายงานผลเกี่ยวกับการดำเนินการเรื่อง MOU บริษัท Prime Opportunity Fund VCC Singapore โดยด่วนที่สุด พร้อมมีคำสั่งเมื่อวันที่ 24 พ.ย.68 ยกเลิกบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างกระทรวงดีอี และบริษัท Prime Opportunity Fund VCC Singapore หลังจากพบเส้นทางเชื่อมโยงขบวนการฟอกเงินดิจิทัลระดับโลก แต่ใน MOU

ได้ระบุว่า จะร่วมกันจัดทำโครงการศูนย์กลาง ธุรกิจดิจิทัลและการเงิน (TIDC) ทำให้นายไชยชนก ได้ประสานขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กับสำนักงาน ปปง. ช่วยดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง นอกจากนี้ นายไชยชนก ยังพบข้อพิรุธในหลายเรื่อง อาทิ การจัดทำ MOU ดังกล่าว เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค.67 และมีการลงนามใน MOU วันที่ 27 มี.ค.67 ซึ่งใช้เวลาดำเนินการเพียง 3 วัน และพบว่าเกี่ยวโยงกับการเก็บข้อมูลสแกนม่านตา

แฟ้มภาพเมื่อวันที่ 27 มี.ค.67 ที่เป็นการทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างกระทรวงดีอี และบริษัท Prime Opportunity Fund VCC Singapore สมัยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ดำรงตำแหน่ง รมว.ดีอี โดยมีพยาน เช่น นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ อดีตปลัดดีอี / ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า / ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ / นายเบน สมิธ เป็นต้น

ทั้งนี้ เหตุการณ์การลงนาม MOU เมื่อวันที่ 27 มี.ค.67 ยังพบว่ามีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดีอี (ในขณะนั้น) มีนายเบน สมิธ มี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามในเอ็มโอยูครั้งนั้นด้วย

รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ประสานขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงาน ปปง. ช่วยดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างกระทรวงดีอี ในยุคสมัยของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง และบริษัท Prime Opportunity Fund VCC Singapore หลังจากพบเส้นทางเชื่อมโยงขบวนการฟอกเงินดิจิทัลระดับโลก แต่ใน MOU ได้ระบุว่า จะร่วมกันจัดทำโครงการศูนย์กลาง ธุรกิจดิจิทัลและการเงิน (TIDC) นั้น

Advertisement

กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้รับเรื่องดังกล่าวดำเนินการเป็น คดีพิเศษเรียบร้อยแล้ว โดยเป็นเลขคดีพิเศษที่ 148/2568 กรณีธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี ภายใต้โครงการ Worldcoin ซึ่งจะดูในฐานความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 “ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวังโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” (1) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา (2) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ

แฟ้มภาพเมื่อวันที่ 27 มี.ค.67 ที่เป็นการทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างกระทรวงดีอี และบริษัท Prime Opportunity Fund VCC Singapore สมัยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ดำรงตำแหน่ง รมว.ดีอี โดยมีพยาน เช่น นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ อดีตปลัดดีอี / ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า / ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ / นายเบน สมิธ เป็นต้น

โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน (3) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา (4) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งคอมพิวเตอร์ใดๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ (5) เผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตาม (1) (2) (3) หรือ (4)

รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยอีกว่า ความเป็นมาของคดีพิเศษที่ 148/2568 กรณีธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี ภายใต้โครงการ Worldcoin ว่า เรื่องนี้มันมีความเชื่อมโยงกับบริษัทที่รับสแกนม่านตา ตามที่เคยปรากฏเป็นข่าวก่อนหน้านี้ ซึ่งพบว่าในปี 2567 มีคนไทยจำนวนกว่า 1.2 ล้านคนทั่วประเทศได้ทำการสแกนม่านตาไปแล้วผ่านเครื่อง Orb สแกนม่านตาเพื่อยืนยันความเป็นมนุษย์ (Proof of Human) และมอบเหรียญดิจิทัล Worldcoin (WLD) ให้กับผู้เข้าร่วม ซึ่งเรื่องทั้งหมดมันเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ เพราะมันมีการอ้างว่าเมื่อสแกนม่านตาแล้วจะมีการจ่ายเป็นเหรียญดิจิทัล

อีกทั้งเรื่องนี้ก็มีขบวนการทีมงานมาติดตั้งเครื่องสแกนม่านตา ทำการเชิญชวนให้ประชาชนมาสแกนม่านตา และมีการรับซื้อเหรียญดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ดีเอสไอก็ได้มีการตรวจสอบดูในส่วนของต่างประเทศด้วยว่าเครื่องสแกนม่านตามันทำงานอย่างไร และมีประโยชน์อย่างไรบ้าง มีฟังก์ชั่นการทำงานแตกต่างจากเครื่องที่ถูกติดตั้งในไทยอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้ดีเอสไอได้มอบหมายให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยดำเนินการตรวจสอบรายละเอียดเชิงลึกคู่ขนานด้วย เพราะค่อนข้างเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อน โดยเฉพาะมิติอาชญากรรมทางเศรษฐกิจระดับโลก อย่างไรแล้ว หากดูรายละเอียดในบันทึกข้อตกลง มันค่อนข้างเป็นประโยชน์ก็จริง แต่พอเรื่องนี้มันไปเกี่ยวข้องเกี่ยวโยงกับนายเบน สมิธ และพวก จึงต้องขยายผลดูอย่างละเอียด

รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยอีกว่า การที่ดีเอสไอประสานขอให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบ มันจะทำให้เห็นภาพสำคัญ คือ การติดตั้งเครื่องสแกนม่านตาดังกล่าวก็เพื่อที่จะนำมาซึ่งเหรียญดิจิทัล เพื่อไปซัพพอร์ตต่อในส่วนของเหรียญดิจิทัล Worldcoin (WLD) ซึ่งเรื่องนี้ทางผู้จัดทำไม่ได้มีการแจ้งข้อมูลรายละเอียดให้ประชาชนรับทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด แต่ประชาชนกลับถูกเอาม่านตาบันทึกข้อมูลเข้าสู่ระบบไปแล้ว

แฟ้มภาพเมื่อวันที่ 27 มี.ค.67 ที่เป็นการทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างกระทรวงดีอี และบริษัท Prime Opportunity Fund VCC Singapore สมัยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ดำรงตำแหน่ง รมว.ดีอี โดยมีพยาน เช่น นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ อดีตปลัดดีอี / ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า / ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ / นายเบน สมิธ เป็นต้น

ซึ่งประชาชนจะไม่รู้เลยว่ากิจกรรมข้อมูลดังกล่าวนี้จะถูกนำไปใช้ในแง่มุมไหนในอนาคต เพราะ “ม่านตา” ในหลักการของสถาบันวิทยาศาสตร์นั้น ได้มีการยืนยันว่าม่านตาเทียบเท่ากับสารพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) เพราะมันสามารถใช้ยืนยันอัตลักษณ์บุคคลได้ เพียงแต่ว่าความแตกต่างคือ ดีเอ็นเอจะต้องมีการตรวจเจาะเลือด แต่ม่านตากลับสามารถสแกนและเก็บข้อมูลได้เลย

ซึ่งเรื่องนี้ถ้ามองเกี่ยวกับวิวัฒนาการในอนาคต มันก็อาจเป็นเรื่องดี หากทำให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ แต่เราก็ยังพบว่าอย่างประเทศสิงคโปร์ ก็ไม่ได้ดำเนินการในเรื่องนี้ต่อ จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่เราต้องลงลึกไปดูว่าข้อมูลสแกนม่านตาของคนไทยจำนวน 1.2 ล้านคน ถูกนำไปใช้ทำอะไรแล้วบ้าง จึงต้องขอระยะเวลาในการสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานก่อน แต่เบื้องต้น ดีเอสไอก็ได้มีการดำเนินการสอบปากคำพยานซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการเกี่ยวกับเหรียญดิจิทัลชื่อดังรายหนึ่งของไทยไปแล้ว

เนื่องจากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหรียญดิจิทัล Worldcoin (WLD) แต่อย่างไรคงต้องรอข้อมูลรายละเอียดผลสอบปากคำพยานอย่างครบถ้วนก่อน จึงจะทำให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น รวมถึงต้องรวบรวมข้อมูลว่ามีใครบ้างที่ถูกสแกนม่านตาไปแล้ว และมีการเก็บบันทึกข้อมูลไว้อย่างไรบ้าง เพราะทางบริษัทที่รับติดตั้งเครื่องสแกนม่านตา ก็อ้างว่าเก็บข้อมูลเพียงแค่การสแกนม่านตา ทั้งนี้ ดีเอสไอยังพบข้อมูลว่าบริษัทที่มาทำบันทึกข้อตกลง MOU กับบริษัทที่ทำเหรียญดิจิทัล มีความเชื่อมโยงกัน

แฟ้มภาพเมื่อวันที่ 27 มี.ค.67 ที่เป็นการทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างกระทรวงดีอี และบริษัท Prime Opportunity Fund VCC Singapore สมัยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ดำรงตำแหน่ง รมว.ดีอี โดยมีพยาน เช่น นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ อดีตปลัดดีอี / ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า / ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ / นายเบน สมิธ เป็นต้น