เปิดไทม์ไลน์ กาน เวลไฟร์ ยิงบนทางด่วน ตร.เชื่อมีเจตนาตั้งใจยิง เตรียมพิจารณาเอาผิดคนช่วย
เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม เวลา 12.25 น. ที่ สน.ประชาชื่น พลตำรวจโท สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และทีมฝ่ายสืบสวน แถลงผลการจับกุม นายสงกรานต์ พานภู่ ผู้ต้องหายิงบนทางด่วน
อ่านข่าว – กาน เวลไฟร์ เปิดปากสารภาพ ปมยิงหนุ่มดับสลดในเก๋ง หลังถูกคุมตัวถึงสน.ประชาชื่น
ลำดับเหตุการณ์ คือ
ผู้ต้องหาได้เดินทางไปดื่มสังสรรค์กับเพื่อนอีก 4 คน ในย่านบางใหญ่ จ.นนทบุรี จากนั้นผู้ต้องหาถูกภรรยาโทรตามให้กลับ
จนกระทั่งเวลา 02.00 น. ผู้ต้องหาขับรถตระเวนส่งเพื่อนในย่านบางใหญ่และงามวงศ์วาน ก่อนขึ้นทางด่วนจากถนนงามวงศ์วาน จนกระทั่งก่อนเข้าด่านเก็บเงินประชาชื่น ได้พบกับรถผู้ตาย ก่อนมีการขับปาดกัน เนื่องจากผู้ต้องหาไม่ชำนาญเส้นทางและมีการเปลี่ยนช่องทางกะทันหัน ก่อนที่จะเข้าช่องเก็บเงินข้างกัน
หลังจากผ่านด่านเก็บเงินมาแล้ว รถเก๋งได้มีการลดกระจกตลอดเวลา ตนจึงขับมาเทียบแล้วลดกระจกลง ก่อนเกิดการโต้เถียงกัน จากนั้นผู้ต้องหาได้หยิบอาวุธปืนที่อยู่ในรถขึ้นมาด้วยมือขวา โดยใช้มือซ้ายจับพวงมาลัย แล้วโน้มตัวไปยิงปาดผ่านช่องกระจกของรถตัวเองไปยังรถเก๋งคู่กรณี โดยทำการยิง 3 นัด ทำให้กระสุนเข้าที่ร่างผู้ตาย 2 นัด ส่วนอีก 1 นัดนั้น กระสุนไปโดนรถที่อยู่บริเวณใกล้เคียงได้รับความเสียหาย

จากนั้นผู้ต้องหาก็ได้ขับรถหนี โดยจุดแรกได้ขับลงทางด่วนพหลโยธิน และเข้าซอยซอยหนึ่งเพื่อทำการเปลี่ยนทะเบียนรถ และหลบหนีไปยัง จ.นครปฐม ก่อนจะจอดรถทิ้งไว้ที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน จ.นครปฐม และนำปลอกกระสุนปืน พร้อมซองปืน และปืน ไปทิ้งที่ถังขยะหน้าโรงแรม
จากนั้นได้ทำการเรียกรถแท็กซี่เพื่อหลบหนีไปลงที่ อ.เชียงราก จ.ปทุมธานี จากนั้นได้จะเรียกแท็กซี่อีกคันไป จ.ระยอง ก่อนที่จะเปลี่ยนใจให้ไปส่งที่ จ.ตราด เพื่อไปยังเกาะช้าง พร้อมประสานลูกเมียให้ไปรอเจอกันที่ท่าเรือเกาะช้าง ก่อนที่จะข้ามไปยังเกาะช้าง
โดยหลังจากที่ตัวผู้ต้องหาข้ามไปยังเกาะช้างแล้ว ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่เข้าติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหา ซึ่งสามารถจับกุมได้ที่สะพานคึกฤทธิ์
ภายหลังการจับกุม ได้มีการสอบปากคำ ซึ่งผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า เป็นผู้ยิงผู้ตาย แต่ไม่ได้ตั้งใจ เนื่องจากไม่ได้มีการรู้จักกันมาก่อนเพียงแค่บันดาลโทสะจากการขับรถปาดหน้า
แต่เจ้าหน้าที่เชื่อว่ามีเจตนาจากพยานหลักฐาน และจากการยิงถึง 3 นัด บ่งบอกว่าได้เข้าข่ายเอาชีวิตแล้ว และจากแนวทางการสอบสวน ก็พบว่าทั้งคู่ไม่ได้รู้จักกันจริง และได้มาพบกันก่อนเข้าทางด่วนประชาชื่น

นอกจากนี้ยังพบว่าภายในรถคันก่อเหตุมีผู้ต้องหาเพียงคนเดียว ซึ่งจากการตรวจสอบพยานหลักฐานกล้องวงจรปิดในทุกพื้นที่ที่ผู้ต้องหาไป ในช่วงระหว่างการหลบหนี กล้องสามารถจับภาพผู้ต้องหาได้เพียงผู้เดียว
ซึ่งการลงมือยิงเชื่อว่าผู้ต้องหาทำเพียงคนเดียว เนื่องจากผู้ต้องหามีทักษะในการยิงปืน เพราะมีการฝึกซ้อมที่สนามยิงใน จ.ชลบุรี บ่อยครั้ง ประกอบกับการจำลองเหตุการณ์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะผู้ต้องหามีรูปร่างสูงเกือบ 180 ซม. ซึ่งสอดคล้อง และสามารถทำได้จริง
ส่วนอาวุธปืนนั้นอยู่ระหว่างการตรวจสอบเพราะเบื้องต้นพบว่าปืน มีการจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย แต่ผู้จดทะเบียนนั้นได้เสียชีวิตไปเมื่อ 4 ปีที่แล้ว

ส่วนเรื่องทะเบียนรถที่มีทะเบียนอีก 1 ป้าย ติดอยู่ในรถนั้น ผู้ต้องหาอ้างว่า เพิ่งซื้อรถมาอยู่ระหว่างการค้างค่าชำระ หลบหนีไฟแนนซ์ จึงมีป้ายทะเบียนติดไว้ ในการหลบหนีไฟแนนซ์ แต่จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เชื่อว่าเจ้าตัวมีป้ายไว้แล้ว เพราะอาจหลบหนีหมายจับคดีพยายามฆ่า เมื่อปี’67 ที่ จ.ชลบุรี
ส่วนประเด็นที่ว่าทำไมผู้ต้องหาขับรถไปจอดทิ้งไว้ที่ จ.นครปฐม ทั้งที่ไม่ชำนาญทาง ผู้ต้องหาอ้างว่าไม่ชำนาญทางจึงมีการขับวนๆ จนเจอโรงแรมดังกล่าว แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่าเป็นพฤติกรรมของผู้ต้องหาที่ต้องการหลบหนีและเพิ่มความยากในการติดตามของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ส่วนกรณีบุคคลที่ให้การช่วยเหลือผู้ต้องหานั้น ตอนนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินคดี


