ตร.จับแก๊งโรแมนซ์สแกมข้ามชาติ สร้างความเชื่อใจ 2 ปี เหยื่อแม่เลี้ยงเดี่ยวโอน 42 ครั้ง สูญ 21 ล้าน
เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 25 ธันวาคม ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พร้อมด้วย พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุปผาสุวรรณ ผบก.ป. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงปฏิบัติการณ์ CIB ผ่าขบวนการ Romance Scam ข้ามชาติ ความเสียหายรวมกว่า 50 ล้านบาท จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ 13 ราย ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, ร่วมกันปลอมแปลงและใช้เอกสารปลอม, ร่วมกันโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน, และความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ หรือ ACSC โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม ได้ทำการสืบสวน Case ID ที่มีผู้เสียหายได้มาแจ้งความร้องทุกข์ผ่านระบบ thaipoliceonline โดยมิจฉาชีพใช้กลอุบายโรแมนสแกม หรือหลอกให้รักและไว้ใจให้ยืมเงินและร่วมลงทุนจนสูญเสียเงินรวมกว่า 21,901,110 บาท
โดยเคสนี้เป็นคดีของ Romance Scam อาศัยเหยื่อเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว คนร้ายได้เข้ามาตีสนิท สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ โดยใช้เวลาถึง 2 ปี ก่อนจะหลอกให้ร่วมลงทุน โอนเงินไป 42 ครั้ง รวมจำนวน 21 ล้านบาท หลังรับเรื่องตำรวจได้สืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานสามารถออกหมายจับผู้ต้องหา 17 คน จับกุมผู้ต้องหาได้ 13 คน ส่วนผู้ต้องหาอยู่ในเรือนจำ 2 คน และเป็นผู้ต้องหาเป็นชาวต่างชาติหลบหนี 2 ราย
คดีนี้พิสูจน์แล้วว่าการติดต่อทางโซเชียล ระยะเวลาอาจจะไม่ใช่ตัวแปรสำคัญในการไว้เนื้อเชื่อใจกับความสัมพันธ์ทางโซเชียล เคสนี้ใช้ระยะเวลาเป็นปีในการติดต่อทางโซเชียล โดยไม่ได้พบหน้ากันเลย ก่อนจะมีการหลอกให้เริ่มลงทุน ฝากเตือนประชาชนว่า การติดต่อกับคนที่อยู่ในโซเชียลมีความน่ากลัว และอันตรายแฝงอยู่
ด้าน พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ กล่าวว่า พฤติการณ์ในคดีนี้ เริ่มขึ้นเมื่อปี 2566 ผู้เสียหายรู้จักกับชายชาวต่างชาติผ่านเว็บไซต์เว็บหนึ่งชื่อว่า ThaiCupid โดยมีชายต่างชาติอ้างว่าเป็นชายชาวจอร์แดนเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวได้รับความเดือดร้อนจากการทำธุรกิจไม่ประสบความสำเร็จทำให้มีความเป็นอยู่ลำบาก ตลอดระยะเวลาคนร้ายได้สร้างความไว้วางใจให้กับผู้เสียหายโดยพูดคุยกันผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ มีการพูดคุยกันต่อเนื่องจนพูดผู้เสียหายไว้เนื้อเชื่อใจ ก่อนจะหลอกลวงให้ทำธุรกิจในต่างประเทศด้วยกัน หากธุรกิจประสบความสำเร็จจะกลับมาใช้ชีวิตที่ประเทศไทย
เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อว่าจะลงทุนทำธุรกิจร่วมกันจึงโอนเงินไป 42 ครั้ง รวมเป็นเงิน 21 ล้านบาท ตั้งแต่มกราคม 2567 ถึงกรกฎาคม 2568 หลังจากโอนไปแล้วพบพิรุธ ว่าติดต่อผู้ต้องหาไม่ได้ การพูดคุยเริ่มน้อยลง จึงรู้ตัวว่าถูกหลอก จึงมาแจ้งความร้องทุกข์ผ่านเว็บไซต์ Thaipoliceonline เจ้าหน้าที่จึงได้สืบสวนขยายผลจนทราบว่าผู้เกี่ยวข้องมีทั้งหมด 17 ราย เป็นคนไทย 14 ราย ชาวแคนาดา 1 ราย กัมพูชา 1 ราย และสวิตเซอร์แลนด์ 1 ราย จากนั้นได้รวบรวมพยานหลักฐาน ให้พนักงานสอบสวนสภ.บ้านฉาง ออกหมายจับ
ต่อมา ตำรวจได้เปิดปฏิบัติการตรวจค้นจับกุมผู้ต้องหา ในพื้นที่ 9 จังหวัด สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 13 ราย และอีก 2 ราย ถูกคุมขังในข้อหายาเสพติด ส่วนชาวต่างชาติ 2 ราย คือ นายยาต (Mr.yat) ชาวแคนาดา และนายคิม (Mr.Kim) ชาวกัมพูชา อยู่ระหว่างหลบหนี ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้ทั้งหมดให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยให้การว่าไม่ได้มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการกระทำความผิดแต่อย่างใด ผู้ต้องหาบางรายให้การว่าเป็นบุคคลที่รับซื้อขายแลกเปลี่ยนเหรียญดิจิตอล บางรายให้การว่ามีผู้อื่นมาติดต่อจ้างให้เปิดบัญชีธนาคารและได้นำบัญชีของตนเองติดตั้งแอพพลิเคชั่นธนาคารด้วย
จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า บัญชีม้าในเครือข่ายนี้มีความเชื่อมโยงกับคดีคอลเซ็นเตอร์อื่นๆอีก 19 คดี ซึ่งสร้างความเสียหายเพิ่มเติมอีกกว่า 36 ล้านบาท เมื่อรวมกับคดีล่าสุดทำให้มีความเสียหายรวมกว่า 50 ล้านบาท
พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ ยังขอเตือนว่า อย่าลงชื่อผ่านสื่อออนไลน์ หากมีการมาชักชวนให้ร่วมลงทุน ขอให้ปฏิเสธการโอนเงินในทุกกรณี หากไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของผู้โอนเงินอย่าพึ่งรีบโอนเงิน ควรตรวจสอบที่มาให้ชัดเจนก่อนการทำธุรกรรมใดๆ รวมถึงการซื้อขายบัญชีหรือซิมที่ลงทะเบียนแล้ว หากมีการซื้อขายเอกสารเหล่านี้จะมีความผิดในฐานะร่วมขบวนการมีโทษจำคุก 5 ปี ปรับ 500,000 บาท พร้อมย้ำเตือนไปยังผู้ที่กระทำผิดในลักษณะดังกล่าวหรือคนที่คิดจะกระทำความผิด ขอให้เลิกทำโดยเด็ดขาด หากตรวจพบจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

