เป็นบาดแผล 2 ปีที่ไม่อาจลบไปจากใจของตำรวจชั้นผู้น้อยอย่าง “ร.ต.ท. ธีรเดช เล็กภู่” รอง สว.จร.สภ.แสนสุข จ.ชลบุรี หรือ หมวดเอ ซึ่งทุกคนจำหรือรู้จักเขาในฉายา “ตำรวจเตะระเบิด”
ที่สร้างวีรกรรมเตะระเบิดจากวงล้อมของเจ้าหน้าที่ตำรวจระหว่างปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการชุมนุมที่แยกผ่านฟ้า เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2557 จนเจ้าตัวได้รับบาดเจ็บสาหัส
บางคนอาจลืม บางคนอาจคิดถึง หรือกำลังสงสัยและอยากรู้ว่าหมวดเอและครอบครัวมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไรบ้างในตอนนี้
วันนี้ขออนุญาตพาไปอัพเดตเรื่องราวพร้อมๆ กัน
หมวดเอ เล่าให้ฟังว่าจากวันนั้น 18 กุมภาพันธ์ 2557 จนถึงวันนี้ 18 กุมภาพันธ์ 2559 ครบสองปีของเหตุการณ์สำคัญในชีวิต ยอมรับว่ายังคงมีภาพเหตุการณ์วนเวียนติดอยู่ในหัว อยู่ในความคิด ยิ่งในบางอารมณ์ที่รู้สึกเศร้าๆ ภาพเก่าๆ ก็จะผ่านเข้ามา
ส่วนตัวพยายามที่จะลืม แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า ทำไมจังหวะชีวิตต้องมาเจอเหตุการณ์อะไรต่างๆ แต่ถึงอย่างไร หมวดเอยังยืนยันว่าหากย้อนเวลากลับไปได้ ก็จะ “ตัดสินใจกระทำแบบเดิม”
เพราะวินาทีนั้นเป็นสัญชาตญาณล้วนๆ ที่ทำให้ต้องเตะลูกระเบิดออกไป
หมวดเออัพเดตอาการที่ขาล่าสุดให้ฟังว่า ทุกวันนี้บริเวณขาที่ผ่าตัดยังคงมีน้ำเหลืองซึมอยู่ แม้จะออกจากโรงพยาบาลมานานเกือบปีแล้ว ยังมีแผลตกสะเก็ดอยู่บ้าง ขณะที่การเคลื่อนไหวของขาโดยรวมดีขึ้นมาก แต่ยอมรับว่าอาการปวดยังคงมีอยู่หากต้องเดินหรือต้องยืนเป็นเวลานาน เนื่องจากเลือดไม่ไปหล่อเลี้ยงส่วนเนื้อที่ปลูกถ่ายมาใหม่
ส่วนการพบแพทย์ มีนัดต้องเดินทางมาทำกายภาพและตรวจเช็กร่างกายที่โรงพยาบาลตำรวจ ทุกๆ 3 เดือน ซึ่งแพทย์บอกกับหมวดเอว่า ในอนาคต อาจจะสามารถวิ่งเหยาะๆ ได้
ทุกวันนี้หมวดเอสามารถทำกิจกรรมทั่วไปได้มากขึ้นแล้ว อาทิ สามารถนั่งยองๆ ได้ ว่ายน้ำได้ พอลอยตัวได้ ส่วนกิจกรรมที่ยังไม่สามารถทำได้เลย คือการเดินเร็ว วิ่งเร็ว และการกระโดด
สําหรับหน้าที่และภารกิจที่ต้องปฏิบัติที่ สภ.แสนสุข เป็นประจำทุกวันนี้ หมวดเอได้รับมอบหมายให้ดูแลส่วนงานเปรียบเทียบปรับ ซึ่งผู้บังคับบัญชาและเพื่อนๆ ที่ สภ. ก็ช่วยเหลือกันดี นอกจากนั้น อดีตผู้บังคับบัญชาหลายท่านยังคงติดต่อหรือฝากความระลึกถึงมาเสมอ
เรื่องของกำลังใจ หมวดเอยอมรับว่าส่วนสำคัญที่ช่วยให้ชีวิตเดินต่อมาถึงวันนี้ได้ คือ “คุณหนิง-จิรภา เล็กภู่” ภรรยาที่อยู่เคียงข้างกายมาตลอด อีกทั้งยังมีลูกๆ ที่ส่งแรงใจมาให้พ่อเสมอมา
ส่วนประชาชนหลายคนก็จำได้ และเข้ามาทักทายตลอด อย่างล่าสุดไปท่องเที่ยวที่จังหวัดลำปางกับครอบครัวเมื่อปลายปีที่แล้ว ก็มีคนเข้ามาทักทาย เข้ามาให้กำลังใจ บางรายเข้ามาชื่นชมและถามไถ่อาการ
แถมบางคนยังบอกว่าตัวเองเป็น “แฟนคลับ” ของ “ตำรวจเตะระเบิด” อีกด้วย
สำหรับกิจการค้าขายของครอบครัวอย่าง “ร้านเจจูนเครปแอนด์คาเฟ่” ร้านกาแฟ-เบเกอรี่ตรงข้ามมหาวิทยาลัยบูรพา ที่เปิดมาได้หกเดือนกว่าแล้วนั้น หมวดเอยอมรับว่าช่วงนี้ต้องอดทนอีกเยอะ เนื่องจากปริมาณลูกค้าค่อนข้างเงียบ อันเนื่องมาจากเศรษฐกิจไม่ดี แต่ก็ยังถือว่ากิจการทรงตัว มีฐานลูกค้าบางคนอยู่บ้าง แต่ยังต้องอึดต้องอดทนอีกมาก
อย่างไรก็ดี ร้านเจจูนฯ ยังมีแขกกิตติมศักดิ์แวะมาเยี่ยมเยียนและอุดหนุนกันอย่างต่อเนื่อง อาทิ อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ที่เคยนำชุดกระดานหมากฮอสมาตั้งไว้ที่ร้าน
และล่าสุดเมื่อปลายปีก่อน อดีตนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พร้อมคณะ ก็ได้เดินทางมาอุดหนุน และพูดคุยเป็นกันเองที่ร้านกาแฟของหมวดเอ
ข้ามฟากไปพูดคุยกับคู่ชีวิตของ “ตำรวจเตะระเบิด” อย่าง คุณหนิง-จิรภา เล็กภู่ ผู้เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของหมวดเอกันบ้าง
คุณหนิงเล่าว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาสองปี ได้รับบทเรียนมากมายจากผู้คน จากสิ่งแวดล้อม สิ่งที่ต้องพบเจอในชีวิตประจำวัน บางขณะก็รู้สึกปลง และบางขณะรู้สึกว่าเบื่อ จึงตั้งใจไว้ว่าอยากจะบวช ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะบวชอยู่วัดป่า เพื่อให้ตัวเองรู้สึกสงบขึ้น
แต่หลังจากผ่านเหตุการณ์ต่างๆ มามาก ด้วยความรับผิดชอบแล้ว คิดว่าตนเองยังทำตรงนั้นไม่ได้ เนื่องจากมีภาระหน้าที่ตกค้างหลายอย่าง หากเราหายไปหนึ่งคน ครอบครัวจะเป็นอย่างไร?
“พี่เอรู้นิสัยพี่ดี ข้างนอกดูเหมือนว่าจะมีความเข้มแข็ง แต่ลึกๆ ก็มีความรู้สึกในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง จึงบอกตัวเองไว้ว่าต้องเข้มแข็ง” คุณหนิงกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
คุณหนิงเล่าต่อว่า ทุกวันนี้ ยังไม่เคยวางใจอาการของหมวดเอ เพราะมีครั้งหนึ่งหมวดเอไปหาหมอ หมอได้ฉีดยารักษา ปรากฏว่ายาออกฤทธิ์ทำให้แสบจนนอนไม่ได้ เนื่องจากเนื้อบริเวณนั้นเป็นส่วนผิวบอบบางเพิ่งขึ้นใหม่หลังผ่าตัด นอกจากนี้ ส่วนตัวยังตั้งคำถามว่า นี่อาจเป็นผลกระทบเกี่ยวข้องกับสะเก็ดระเบิดที่ยังมีอยู่ในร่างกายของหมวดเอหรือไม่?
คุณหนิงบอกว่า ครั้งหนึ่งเคยคิดอยากเปิดเฟซบุ๊กให้หมวดเอ แต่ยอมรับว่ากลัวผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างจะเข้ามาแสดงความเห็นที่ไม่เหมาะสม ก็เลยต้องชั่งใจ
“เพราะที่ผ่านมา บางทีผ่านไปตามเพจต่างๆ ได้เห็นคอมเมนต์แรงๆ ที่เข้ามาต่อว่าแรงๆ หรือเสียดสีสามีแรงๆ อยู่เสมอ ยอมรับว่ารู้สึกบั่นทอน แต่พยายามไม่เก็บเอามาคิด และพยายามจะเลือกจำแต่สิ่งที่ดีๆ ให้ความสำคัญเต็มที่กับคนที่เรารักและรักเราเท่านั้นพอ แม้ว่าจะเป็นคนสองคนจากร้อยคนก็ตาม”
สําหรับเดือนกุมภาพันธ์ ที่ใครๆ เรียกว่าเดือนแห่งความรัก แต่ในมุมมองของคุณหนิง นี่เป็นเดือนที่ครบรอบเหตุการณ์ 2 ปี ซึ่งทำให้มุมมองที่มีในความรักแปรเปลี่ยนไป ถึงแม้บางทีจะมีปัญหากันในชีวิตคู่ ยามคับขันชีวิตคู่ทะเลาะกัน แต่พอมีคนหนึ่งเจ็บป่วย กลับลืมทุกเรื่อง และพร้อมที่จะดูแลกันจนกว่าจะตายจากกันไปข้างหนึ่ง ช่วงที่อยู่ เวลาที่มี เราก็ดูแลกันไป
ระยะหลังๆ คุณหนิงเข้ามาดูแลร้านกาแฟ-เบเกอรี่ของครอบครัว ทำให้ต้องทุ่มเทเวลาเกือบทั้งหมดมายังการค้าขายเพื่อเลี้ยงชีพ และไม่ได้ดูแลหมวดเอเต็มที่เท่าเมื่อก่อน
สิ่งนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่ทำให้คุณหนิงรู้สึกไม่ดี เพราะเมื่อตอนที่สามีนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล คุณหนิงจะอยู่ข้างกายหมวดเอตลอด 24 ชั่วโมง คอยคุมอาหาร ตารางเวลาต่างๆ แต่เมื่อชีวิตต้องเดินไปข้างหน้า ต้องดูแลร้าน ทำให้ทั้งคู่เจอกันน้อยลง มีเวลาให้กันน้อยลง
ความห่างเหินที่มีมากขึ้น ทำให้ผู้เป็นภรรยาเริ่มสังเกตเห็นว่า บางครั้ง สามีดูคล้ายจะมีความรู้สึกไม่มั่นใจ หรือมีกำลังใจลดลง คุณหนิงจึงทำเซอร์ไพรส์ โดยการแอบเชิญชวนเพื่อนๆ และหัวหน้าของหมวดเอ มาพบปะพูดคุยกันที่ร้าน เนื่องในโอกาสครบรอบสองปี ซึ่งต้องฟันฝ่าอุปสรรคมาด้วยกัน
เป็นการสร้างความอบอุ่นเล็กๆ น้อยๆ โดยไม่บอกหมวดเอล่วงหน้า อีกทั้งตั้งใจจะชวนเพื่อนๆ ของหมวดเอที่อยู่ในเหตุการณ์ตรงแยกผ่านฟ้าพร้อมครอบครัวไปทำบุญร่วมกัน เพื่อรำลึกเหตุการณ์สำคัญในชีวิตของพวกเราทุกคน
ส่วนการค้าขายที่ร้าน คุณหนิงประสานเสียงอีกคนว่า เศรษฐกิจไม่ดี ไม่รู้ร้านจะขายได้อีกนานเท่าไหร่ รออีกหกเดือนให้ครบปีที่เปิดร้าน แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไรต่อไป
“ส่วนตัวที่ทำอาชีพค้าขายมาเกือบสิบกว่าปี ไม่เคยพบกับภาวะยอดตกขนาดนี้ ทุกๆ ที่ ทุกๆ ร้านก็เงียบไปหมด จากนี้พยายามมองหาลู่ทางต่างๆ เนื่องจากครอบครัวก็มีภาระค่าใช้จ่าย ทั้งค่าเล่าเรียนของบุตร ค่ารักษาพยาบาล ค่าเช่าร้าน ทำให้ช่วงนี้ต้องแบกภาระหนัก ตั้งใจไว้ว่าจะสู้จะอดทนอีกปีสองปี แล้วตัดสินใจอีกครั้ง”
หากใครมีโอกาสสัมผัสและรู้จักกับครอบครัวของหมวดเอ-คุณหนิง หรือเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวมาอย่างต่อเนื่อง ก็คงสัมผัสได้ว่า “ความรัก ความอดทน” ทำให้ครอบครัวนี้ก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ มาได้
เพราะชีวิตนี้จะมีใครสักกี่คน ที่จะไม่ทิ้งคุณไป ไม่ว่าในสถานการณ์ไหน ทั้งที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าคุณจะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิมได้หรือไม่
“ครอบครัวเล็กภู่” พิสูจน์ให้เห็นว่าชีวิตของคนเรา “ปราศจากกำลังใจไม่ได้” และ “ความอดทน” จะช่วยให้เราผ่านพ้นแต่ละช่วงวิกฤตไปด้วยกัน

