ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก เจ๋ง ดอกจิก คดี นปช. ก่อการร้าย 5 ปี 4 เดือน

20.01.26 | 13:09 น.
เจ๋ง ดอกจิก

ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก เจ๋ง ดอกจิก คดี นปช. ก่อการร้าย 5 ปี 4 เดือน

เมื่อวันที่ 20 มกราคม ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ห้องพิจารณา 609 ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาครั้ง ที่ 2 คดีแนวร่วม นปช.ก่อการร้ายหมายเลขดำ อ.2542/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ฟ้อง นายวีระ หรือวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. กับพวกรวม 24 คน เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย มั่วสุมสร้างความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ

อ่านข่าวระทึก! ศาลนัด ‘เจ๋ง ดอกจิก-สุขเสก’ ฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีนปช.ก่อการร้าย พรุ่งนี้ 9 โมงเช้า

กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์-20 พฤษภาคม 2553 พวกจำเลยได้ยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช.ต่อเนื่อง เพื่อกดดัน ต่อต้านรัฐบาลและบังคับขู่เข็ญ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี (ขณะนั้น) ประกาศยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่ อ้างว่านายอภิสิทธิ์มาเป็นนายกฯโดยมิชอบ และให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2550

รวมทั้งร่วมกันจัดการชุมนุมที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ และบริเวณแยกราชประสงค์เดินขบวนไปปิดล้อมสถานที่ต่างๆ ด้วย ใช้อาวุธเครื่องยิงลูกระเบิด เอ็ม 79 ยิงใส่บ้านพักประชาชน สะสมกำลังพลและอาวุธสงครามร้ายแรง มีการฝึกกำลังคนและฝึกการใช้อาวุธเพื่อการก่อการร้าย

จำเลยทุกคนให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ส่วนใหญ่ได้รับการประกันตัว

Advertisement

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยทุกคน อัยการโจทก์ยื่นอุทธรณ์ขอให้ลงโทษพวกจำเลยตามความผิดด้วย

ต่อมาวันที่ 9 มกราคม 2566 ศาลอุทธรณ์พิพากษา แก้ให้จำคุกนาย ยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก จำเลยที่ 7 รวม 8 ปี ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 5 ปี 4 เดือนไม่รอลงอาญา ส่วนนายสุขเสก หรือสุข พลตื้อ จำเลยที่ 12 ให้จำคุกตลอดชีวิต สำหรับจำเลยอื่นพิพากษายกฟ้องตามศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 7 และที่ 12 ยื่นฎีกา

ต่อมาวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาครั้งแรก อย่างไรก็ตามทนายความ นายยศวริศ จำเลยที่ 7 ยื่นคำร้องพร้อมใบรับรองแพทย์ แสดงอาการป่วยเป็นโรคเส้นเลือดในสมองตีบและภาพการรักษาตัวที่ รพ. จึงขอเลื่อนฟังคำพิพากษาฎีกาออกไปก่อน 30 วัน

โดยในวันนี้ก่อนอ่านคำพิพากษา ลูกสาวของนายยศวริศ จำเลยที่ 7 ในฐานะนายประกัน ได้แถลงต่อศาลว่า เนื่องจากจำเลยที่ 7 มีอาการป่วยด้วยโรคเส้นเลือดในสมองตีบรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จึงขอเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาไปอีก 1 นัด ศาลเห็นว่าได้ให้เลื่อนนัดพิพากษามาแล้วครั้งหนึ่ง นัดนี้จึงให้ตามตัวจำเลยมา มิฉะนั้นจะออกหมายจับและปรับนายประกัน

ด้านลูกสาวนายยศวริศจึงได้โทรศัพท์ประสานบิดาให้เดินทางจากโรงพยาบาลมาด้วยรถแท็กซี่สาธารณะ โดยนายยศวริศต้องนั่งรถเข็นขึ้นมาที่ห้องพิจารณาคดีในสภาพที่มีผ้าก๊อซปิดสายน้ำเกลือที่แขนข้างซ้าย และยังคงผูกป้ายชื่อผู้ป่วยไว้ที่ข้อมือ ในสภาพอิดโรย

โดยนายยศวริศแถลงต่อศาลว่า อยากขอเลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาไปอีก 1 นัด เป็นเวลา 30 วัน เนื่องจากเกรงว่า หากอาการป่วยไปกำเริบภายในเรือนจำจะทำให้การรักษาตัวยากลำบาก อาจถึงขั้นเสียชีวิต ทางผู้พิพากษาได้ไปปรึกษาผู้บริหารของศาลอาญา ก่อนมีความเห็นว่า ต้องอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาตามระเบียบ

ศาลฎีกาประชุมปรึกษาหารือแล้วเห็นว่า ความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป โดยจำเลยที่ 7 กับพวกมีเจตนาทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ทหารในที่เกิดเหตุ กระทำการข่มขืนจิตใจให้กลัวว่า จะเกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน แตกต่างจากการร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน ฎีกาของจำเลยที่ 7 และจำเลยที่ 12 ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน

ต่อมาศาลได้ออกหมายขังและให้เจ้าหน้าที่ราชการนำตัวทั้งสองไปควบคุมตัวไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯต่อไป