อสส.ร่วมยธ.เปิดเวทีฟังความเห็นผู้เชี่ยวชาญ ทบทวนแก้ ป.วิอาญา คุ้มครองเหยื่อคดีเพศ

20.01.26 | 17:28 น.

เมื่อวันที่ 20 มกราคม นางสันทนี ดิษยบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานยุทธศาสตร์กระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด พร้อมนายยอดฉัตร ตสาริกา ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม ร่วมเป็นประธานเปิดโครงการ “ประชุมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับฟังความคิดเห็นเพื่อพัฒนาและปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….” ซึ่งสถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด และกระทรวงยุติธรรม ร่วมกันจัดขึ้น ที่ ห้องประชุมกระทรวงยุติธรรม 10 – 01 ชั้น 10 กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ


นางสันทนี ดิษยบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานยุทธศาสตร์กระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า ปัจจุบันมาตรการทางกฎหมายของประเทศไทยยังไม่เพียงพอในการคุ้มครองผู้เสียหายหรือพยานที่เป็นบุคคลอายุเกิน 18 ปี ในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือความผิดอื่นที่กระทบกระเทือนต่อจิตใจอย่างร้ายแรงที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ส่งผลให้ผู้เสียหายที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้รับความบอบช้ำเพิ่มมากขึ้นและกลายเป็นเหยื่อซ้ำซ้อน (Re-victimization) สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ต้นแบบและมาตรการเชิงปฏิบัติในการขจัดความรุนแรงต่อผู้หญิงในด้านการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา จึงได้ร่วมกับกระทรวงยุติธรรม เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อคุ้มครองผู้เสียหายตั้งแต่ในชั้นร้องทุกข์กล่าวโทษจนถึงการพิจารณาคดีชั้นศาล โดยเฉพาะในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศหรือคดีที่มีผลกระทบกระเทือนต่อจิตใจอย่างรุนแรง เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยผู้แทนสถาบันนิติวัชร์และผู้แทนกระทรวงยุติธรรมได้ร่วมกันเข้าประชุมชี้แจงในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา

ต่อมาสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีหนังสือถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นว่า ยังไม่มีความจำเป็นในการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในเรื่องดังกล่าว และขอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาทบทวนหลักการของร่างกฎหมายดังกล่าว โดยให้เหตุผลประกอบ อาทิ ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนเพียงพอถึงสภาพปัญหาที่นำมาสู่การแก้ไขกฎหมาย หรือเป็นเพียงปัญหาในทางปฏิบัติในชั้นการสอบสวน มิใช่ปัญหาข้อกฎหมาย จึงมีความจำเป็นจะต้องได้รับคำแนะนำและความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานและสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อให้มีเหตุผลสนับสนุนในการยืนยันหลักการของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว

ดังนั้น การจัดประชุมในครั้งนี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูล ข้อเสนอแนะ และความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญต่อร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ดังกล่าวที่สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด และกระทรวงยุติธรรม ได้ร่วมกันยกร่างขึ้น โดยแก้ไขเพิ่มเติมวิธีการเพื่อคุ้มครองผู้เสียหายในชั้นร้องทุกข์กล่าวโทษ การให้ปากคำ และคุ้มครองผู้เสียหายหรือพยานในชั้นการไต่สวนมูลฟ้องและการพิจารณา และการสืบพยานในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศหรือคดีที่มีผลกระทบกระเทือนต่อจิตใจอย่างรุนแรง โดยการประชุมในครั้งนี้มีผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาสังคม อาทิ สำนักงานอัยการสูงสุด, สำนักงานศาลยุติธรรม, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงการพัฒนาและความมั่นคงของมนุษย์, สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ, สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) เข้าร่วมประชุมให้ความเห็น ซึ่งจะได้นำมาปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับดังกล่าวเพื่อเสนอเข้าสู่กระบวนการแก้ไขกฎหมายต่อไป

Advertisement

ด้าน นายยอดฉัตร ตสาริกา ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า การปรับปรุงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพื่อคุ้มครองผู้เสียหายหรือพยานในคดีที่กระทบกระเทือนต่อจิตใจอย่างร้ายแรง เป็นการดำเนินการที่มีความมุ่งหมายเพื่อให้กระบวนการในการรับคำร้องทุกข์ การถามปากคำผู้เสียหายหรือพยาน การไต่สวนมูลฟ้อง และการพิจารณาและการสืบพยานในศาลในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศหรือคดีที่มีผลกระทบกระเทือนต่อจิตใจอย่างรุนแรงเป็นไปอย่างเหมาะสม เนื่องด้วยบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้เสียหายหรือพยานจากผลกระทบต่อสภาวะทางจิตใจจากกระบวนการยุติธรรมในปัจจุบันได้ถูกกำหนดไว้เฉพาะกรณีที่ผู้เสียหายหรือพยานนั้นเป็นเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี โดยหลักการดังกล่าวไม่ครอบคลุมไปถึงผู้เสียหายหรือพยานที่อายุเกิน 18 ปี แม้ว่าการถามปากคำในชั้นสอบสวนหรือการเบิกความในชั้นศาลจะส่งผลร้ายหรือกระทบกระเทือนต่อจิตใจของผู้เสียหายหรือพยานที่อายุเกิน 18 ปี อย่างรุนแรงก็ตาม ผลกระทบที่เกิดขึ้นนี้อาจนำไปสู่ปัญหาการสมัครใจเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หรืออาจทำให้ผู้เสียหายหรือพยานในคดีที่มีลักษณะดังกล่าวได้รับผลกระทบจากกระบวนการยุติธรรมเกินสมควร

การได้รับฟังความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญทุกท่านในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสที่มีคุณค่าในการต่อยอดข้อมูลเพื่อประกอบการเสนอร่างกฎหมายต่อไป การได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นความรู้ทางวิชาการ และประสบการณ์จากการปฏิบัติงานของทุกท่านจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการปรับปรุงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพื่อคุ้มครองผู้เสียหายหรือพยานในคดีที่กระทบกระเทือนต่อจิตใจอย่างร้ายแรง อันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายให้สามารถตอบสนองต่อปัญหาและคุ้มครองสิทธิของประชาชนในทางปฏิบัติได้ดียิ่งขึ้นอย่างแท้จริงต่อไป