CEO ทีไอดีซี แจงดีเอสไอ ปมเครื่องสแกนม่านตา แค่จัดหาสถานที่วาง ปัดสนิทเบนสมิธ

20.01.26 | 18:30 น.

โอภาส CEO บริษัท ทีไอดีซี หอบเอกสารเข้าแจง ดีเอสไอ ในฐานะพยาน ปมเครื่องสแกนม่านตาดูดข้อมูลคนไทย 1.2 ล้านคน เป็นเพียงบริษัทจัดหาสถานที่วางเครื่องสแกนม่านตา ปัดนำเข้า-ไม่รู้เรื่องระบบเทคโนโลยี-การบันทึกข้อมูลม่านตาในระบบ ชี้ บริษัท World เป็นผู้ว่าจ้างให้หาสถานที่วางเครื่อง ปฏิเสธสนิท เบนสมิธ เพียงรู้จักทั่วไป ส่วนกรณีเครื่องสแกนม่านตาให้เหรียญดิจิทัลแก่ผู้ใช้บริการ มองเป็นเพียงกลุ่มคนที่จัดทำโปรโมชั่น ไม่เกี่ยวกับบริษัท ขณะที่ ดีเอสไอ เชิญประชาชนที่เคยสแกนม่านตาเข้าให้ข้อมูลเพิ่มเติมในฐานะพยาน


เมื่อเวลา 15.50 น. วันที่ 20 มกราคม ที่หน้าห้องกองคดียาเสพติด ศูนย์ราชการฯ อาคารเอ ชั้น 7 ถนนแจ้งวัฒนะ นายโอภาส เฉิดพันธุ์ กรรมการบริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด เปิดเผยก่อนเข้าพบคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ว่า ตนได้มีโอกาสชี้แจงกับสื่อมวลชน โดยวันนี้ตนได้นำเอาเอกสารประกอบการชี้แจง ซึ่งเป็นข่าวที่เคยมีปรากฏ สำหรับกรณีเครื่องสแกนม่านตา เราทำตั้งแต่ต้นปี และในเอกสารหน้าแรกก็มีโพสต์ของสำนักงาน ก.ล.ต. จะพบว่ามันมีลิงก์ประกาศจาก ก.ล.ต. ว่าไม่มีการกล่าวโทษหรือการทำความผิดของบริษัท มีแต่บุคคลที่ไปเสนอรับแลกเหรียญจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่ทำผิด ซึ่งประเด็นเหรียญมันไม่ผิดอยู่แล้ว มันมีการขายในกระดานไทยหลายที่ แต่ที่ผิดคือมันมีคนไปรับแลกเหรียญโดยที่ไม่ผ่านกระดาน ดังนั้น 5 บุคคลที่ทาง ก.ล.ต.ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษไม่เกี่ยวข้องกับบริษัทเรา แต่เป็นการไปรับแลกเหรียญเองโดยไม่ผ่านกฎหมายตามที่ ก.ล.ต.ประกาศไว้

นอกจากนี้ ตนขอเท้าความว่า บริษัท เอ็มวิชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทที่รับจ้างในการหาสถานที่เพื่อจัดวางเครื่องสแกนม่านตาเท่านั้น และเรื่องเทคโนโลยีใดๆ ก็ไม่เกี่ยวกับเรา ส่วนในเอกสารหน้า 2 สื่อมวลชนจะเห็นว่ามันเคยมีข่าวเกี่ยวกับตำรวจไซเบอร์ และ ก.ล.ต. เคยปูพรมค้น 109 จุดทั่วประเทศ ซึ่งก็คือการจับนายหน้าที่รับซื้อขายเหรียญ จึงไม่เกี่ยวกับเรา และในเนื้อข่าวก็เขียนชัดเจนว่าระบบสแกนม่านตาเพื่อบันทึกข้อมูลไม่ผิดกฎหมายในประเทศไทย

นายโอภาสเปิดเผยอีกว่า ส่วนงาน Deep Dive ซึ่ง บริษัท เวิล์ด (World) ได้มีการจัดงานและเชิญสื่อมวลชน รวมถึงยังมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญทั่วประเทศจำนวนมาก และยังมีหน่วยงานไปร่วมด้วย อาทิ ดีเอสไอ ตำรวจ คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) เป็นต้น และนอกจากนี้ ตนยังได้เชิญชาวต่างชาติให้มาแกะเครื่องสแกนม่านตาทีละชิ้น ซึ่งใช้เวลาทั้งวัน โดยแกะเครื่องเพื่อดูว่ามันมีการเก็บข้อมูลไว้หรือไม่ ซึ่งก็พบว่าจากเท่าที่เห็น ภาพม่านตาที่สแกนได้ถูกลบออกไป ส่วนข้อมูลก็ไม่เกี่ยวกับตน ส่วนบริษัท เอ็มวิชั่น จำกัด (มหาชน) ทำหน้าที่เป็นผู้รับจ้าง เราเป็นเพียงผู้รับจ้างจัดหาสถานที่เพื่อวางเครื่องสแกนม่านตาเท่านั้น ส่วนระบบเทคโนโลยีทั้งหลาย เราไม่ทราบเรื่อง

Advertisement

ส่วนจุดประสงค์ของเครื่องสแกนม่านตาที่มีกลุ่มคนนำเข้าเครื่องมานั้น นายโอภาสกล่าวว่า เป็นการยืนยันความเป็นมนุษย์ เนื่องจาก World หรือเครื่องสแกนม่านตาเป็นของบริษัท ทูลส์ ฟอร์ ฮิวแมนนิตี้ (Tools for Humanity – TFH) และ 1 ในนั้นก็เป็นของ OpenAI หรือ Mr.Sam Altman – นายแซม อัลท์แมน (ผู้ก่อตั้ง OpenAI และ ChatGPT) ซึ่งตัวเขาเองมองว่าในอนาคตเราอาจไม่รู้ว่ากำลังคุยกับใครอยู่ เช่น ในไลน์ตอนนี้เราไม่อาจรู้ได้ว่าเรากำลังคุยกับนายโอภาสจริงหรือไม่ หรือแม้กระทั่งในโซเชียลมีเดียต่างๆ ก็อาจเป็นนายโอภาสเหมือนเป๊ะ เสียงเหมือนเป๊ะ จะไม่รู้เลยจนกว่าจะเจอตัวจริง ซึ่งสิ่งนี้มันจะมาช่วยกรอง คือ การให้มีตัวตัวหนึ่งเพื่อระบุว่า “นี่คือโอภาสที่เป็นมนุษย์จริง ไม่ใช่โอภาสปลอม” และเจ้าตัวคงคิดว่า ChatGPT มันจะเก่งจริงๆ และเอไอ (Ai) ตัวอื่นก็จะเก่งมากๆ เขาจึงต้องการทำเลเยอร์ที่เป็น Human Only ขึ้นมา โดยจะมีตัวทริคอันหนึ่งที่ระบุว่า “อันนี้คือคนจริงๆ” แต่จะไม่มีการย้อนกลับว่าแล้วคนนี้คือใคร

เมื่อถามว่าสังคมสงสัยว่าเราจะได้อะไรจากการทำโปรเจ็กต์นี้นั้น นายโอภาสกล่าวว่า ตัวบริษัทได้ค่ารับจ้างปกติ ค่ารับจ้างในการหาสถานที่ โดยเราได้ค่ารับจ้างจากบริษัท World และในกรณีที่ MOU เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 มี.ค.67 ตนเองก็เข้ามาเป็นกรรมการของบริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด หลังจาก MOU เกิดขึ้นจริง ส่วนการนำเข้าเครื่องสแกนม่านตา ยืนยันว่าบริษัท เอ็มวิชั่น จำกัด (มหาชน) ไม่ได้เป็นผู้นำเข้าจากบริษัทแม่ แต่เราเพียงแค่หาสถานที่วางเครื่องเท่านั้น เราไม่ได้นำเข้า แต่เครื่องมันอยู่ในไทยอยู่แล้ว ส่วนกรณีที่ดีเอสไอได้ตรวจยึดเครื่องสแกนม่านตา จำนวน 4 ชุดมาจากบริษัท เอ็มวิชั่น จำกัด (มหาชน) นั้น มีคนนำมาให้เราที่บริษัท พอเราได้เครื่องมาแล้ว เราก็นำไปกระจายวางตามที่ต่างๆ ซึ่งบริษัทของเราเป็นบริษัทจัดงานอยู่แล้ว ก็ไม่ยากในการจัดหาสถานที่ ดังนั้น เราจึงไม่รู้ว่าเจ้าของเครื่องคือบริษัทประเทศไหน เพราะมันมีหลายประเทศ

ส่วนกรณีที่ MOU เมื่อวันที่ 27 มี.ค.67 ระหว่างกระทรวงดีอี และบริษัทเอกชนของสิงคโปร์ ถูกจัดทำขึ้นเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและธุรกิจสินทรัพย์ในไทย จะมีความเกี่ยวข้องกับเครื่องสแกนม่านตาหรือไม่นั้น นายโอภาสปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่อง MOU ดังกล่าว แต่มารู้ตอนปรากฏปัญหา เพราะตอนเราทำ เราทำโดยไม่ได้อิง MOU แต่เราทำเพราะมันเป็นอาชีพที่น่าทำ เพราะเราก็เป็นบริษัทจัดงานอยู่แล้ว เหมือนแค่หาสถานที่จัดงานเฉยๆ ส่วนจุดที่บริษัทของเราต้องนำเครื่องสแกนม่านตาไปวางนั้น ตนจำได้ว่ามีจำนวนหลายร้อยเครื่อง ร้อยจุดทั่วประเทศ อาจ 1-2 จุด ก็แล้วแต่สถานที่ ยืนยันว่า เราเป็นแค่คนหาสถานที่วางเครื่อง กระจายให้คนเข้าถึงง่ายที่สุด แต่ไม่ได้นำเข้าเครื่องสแกนม่านตาเลย

นายโอภาสกล่าวว่า สัญญาการจ้างงานเกิดจากบริษัท World เป็นผู้มาจ้างบริษัทของตน ให้เราหาสถานที่วางเครื่องสแกนม่านตา เพื่อให้คนเข้าถึงง่าย เพราะถ้ายิ่งช้ายิ่งยาก และยืนยันความเป็นมนุษย์ได้เร็วขึ้น แต่ไม่ได้บรีฟว่าต้องหาเป็นห้างสรรพสินค้าหรือไม่ แต่เป็นหน้าที่ของเราเอง และในตอนนั้น ตนยังไม่ได้สงสัยว่าพอประชาชนสแกนม่านตาไปแล้วข้อมูลจะถูกเก็บไว้ที่ไหน เราไม่ได้คิด มันไม่ได้เกี่ยวกับเรา เราแค่หาสถานที่ เทคโนโลยีเป็นเรื่องของเขา และเขาไม่ได้กำหนดว่าจะต้องมีคนมาสแกนม่านตากี่คนใน 1 ปี ส่วนอัตราค่าจ้าง วัดจากรายละเอียดหลายประการ

ส่วนจำนวนคนที่เข้าไปสแกนม่านตา เราก็มีรับทราบ แต่มันเป็นรายละเอียดในสำนวน เราไม่สามารถพูดได้ ส่วนเราไม่ได้จู่ๆ มาทำโปรเจ็กต์นี้ แต่หน่วยงานก็ได้รู้รายละเอียดในวัน Deep Dive ไปแล้ว ที่เรามีการโชว์แกะเครื่องสแกนม่านตา และตนก็ได้เเจ้งต่อ ก.ล.ต.ไปแล้ว ทางหน่วยงาน CIB (ตำรวจสอบสวนกลาง) ดีเอสไอ ตำรวจไซเบอร์ ก็อยู่ในงานรับทราบข้อมูล ซึ่งตำรวจสอบสวนกลางก็เคยไปตรวจมาแล้ว 100 กว่าจุด แถลงข่าวว่าไม่มีความผิดใดๆ

ดังนั้น วันนี้ตนจึงต้องนำเอาข้อมูลมาให้ดีเอสไอลงลึกรายละเอียด ฉะนั้น ตนจึงไม่มีหน้าที่รู้ว่าข้อมูลที่ได้จากการสแกนม่านตามันไปถูกเก็บไว้ที่ไหน เพราะตนเพียงหาสถานที่วางเครื่องเท่านั้น ส่วนกรณีที่มีพยานประชาชนที่เคยสแกนม่านตาแล้วได้รับเหรียญดิจิทัลมาให้ข้อมูลกับดีเอสไอในวันนี้ แล้วกังวลว่าข้อมูลม่านตาจากการสแกนเครื่องอาจทำความเสียหายได้นั้น ตนขอย้ำว่า มันเป็นเพียงการยืนยันความเป็นมนุษย์ที่มันมากกว่าเรื่องปกติ เพราะแค่หน้าคนเฉยๆ มันก๊อปกันง่าย จึงมองว่าไม่น่ามีคนเสียหาย

เมื่อถามว่า เครื่องสแกนม่านตา ในปี 2567 (เครื่อง Orb) ที่มีการติดตั้ง ตามหลักการแล้วคนที่สแกนม่านตาจะต้องได้เหรียญหรือไม่ นายโอภาสกล่าวว่า ไม่จำเป็น เพราะมันอาจเป็นโปรโมชั่นของเขา ซึ่งบริษัท World คือผู้ให้เหรียญ แต่บริษัทตนไม่เกี่ยวข้องแน่นอน และก็มีการระงับไปนานแล้ว เพราะแต่ละประเทศก็ไม่เหมือนกัน บางประเทศก็สแกนม่านตาฟรีด้วยซ้ำ มันจึงเหมือนเป็นเรื่องการชักจูงโปรโมชั่นในตอนแรกมากกว่า เหมือนเราสมัครบัตรเครดิตแล้วได้กระเป๋าทั้งที่เราไม่อยากได้ ส่วนตัวแอพพลิเคชั่น WorldApp ตนก็ทราบว่าถูกระงับการใช้งานในไทยไปนานแล้ว ดังนั้น กรณีที่มี 5 บุคคลไปตั้งโต๊ะรับแลกเหรียญโดยไม่เกี่ยวกับบริษัทของตนนั้น ตนก็คงไม่ได้ไปร้องทุกข์กล่าวโทษเขา เพราะมันไม่ได้เกี่ยวกับตนเลย ต้องเป็น ก.ล.ต.เป็นผู้กล่าวโทษ ส่วนบริษัทของตน และตนเองนั้นไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ นายเบน สมิธ แต่ยอมรับว่ารู้จักทั่วไป เคยเห็นไกลๆ แต่ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว

นายโอภาส เฉิดพันธุ์ กรรมการบริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด

ด้าน นายปองธรรม อายุ 58 ปี อาชีพซินแส เดินทางเข้าให้ข้อมูลกับคณะพนักงานสอบสวนคดีสแกนแว่นตาในฐานะพยาน ก่อนออกมาเปิดเผยว่า เมื่อเดือนตุลาคม 2567 ตนได้เคยเข้าร่วมสแกนม่านตาที่ตลาดแห่งหนึ่ง ย่านคลอง 4 จังหวัดปทุมธานี เนื่องด้วยตอนนั้นมีน้องข้างบ้านมาชวนให้ไปสแกนม่านตา โดยอ้างว่าเมื่อสแกนม่านตาแล้วจะได้รับเงินจริง ไม่มีความเสียหายใดๆ ตนจึงเชื่อและไปร่วมสแกนม่านตา ซึ่งในวันที่ไปจะพบว่ามีล็อกที่ติดตั้งเครื่องสแกนม่านตาอยู่ และมีพนักงานประจำเครื่อง ซึ่งเป็นผู้ชาย จากนั้นพนักงานที่ยืนอยู่ประจำเครื่องสแกนม่านตาได้ขอบัตรประชาชนตัวจริงของตนไป ส่วนน้องข้างบ้านคนที่ชวน ก็ได้ขอโทรศัพท์มือถือของตนไปเพื่อติดตั้งแอพพลิเคชั่น “World App”

จากนั้นเมื่อตนเดินเข้าไปใกล้เครื่องสแกนม่านตา พนักงานก็บอกให้ส่องหน้าเข้าไป สิ่งที่ตนเห็นภายในเครื่องเมื่อลืมตา ก็พบว่าเป็นหน้าจอสีดำและสะท้อนภาพใบหน้าของตนเอง และได้ยินเสียงที่เครื่องกำลังทำงาน ซึ่งตนก็ลืมตาและพบว่าใช้เวลาไม่ถึง 5 นาทีก็เสร็จสิ้น และพนักงานประจำเครื่องก็คืนบัตรประจำตัวประชาชนให้ และน้องข้างบ้านก็ได้คืนโทรศัพท์มือถือให้ พร้อมบอกว่าเดี๋ยวจะได้รับเงินโอนเข้าไปยังบัญชีธนาคาร ซึ่งน้องจะเป็นผู้แลกเหรียญให้ผ่านแอพพลิเคชั่นดังกล่าว โดยที่ตนไม่ต้องทำอะไร เพราะว่าตนไม่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีอยู่แล้ว จากนั้นผ่านไปราวสองถึงสามวัน เงินจำนวน 952 บาท ก็โอนเข้ามายังบัญชีธนาคารกสิกรไทยของตนเอง จึงทำให้เชื่อว่าเมื่อมีการสแกนม่านตาแล้วก็ได้รับเงินจริง แต่เป็นการรับเงินบาทมาจากการแลกเหรียญผ่านแอพพลิเคชั่น

อย่างไรก็ตาม พอมีข่าวเกิดขึ้น ตนจึงเกิดความกังวลว่าม่านตาที่เคยสแกนไปนั้นอาจส่งผลกระทบในเรื่องใดหรือไม่ เพราะว่าพอตอนสแกนม่านตาไปแล้ว ก็เกิดเรื่องแปลกขึ้น คือมีเบอร์โทรศัพท์แปลกโทรเข้ามา แล้วแจ้งว่าตนถูกดำเนินคดีฟอกเงิน หรือมีคดีอาญาเกิดขึ้น ซึ่งมีลักษณะคล้ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ทั้งนี้ ทุกวันนี้ตัวแอพพลิเคชั่นดังกล่าวไม่สามารถเข้าใช้งานได้แล้ว คล้ายถูกระงับการใช้งานในประเทศไทย ซึ่งถึงแม้ว่าตนจะไม่ได้มีการกรอกข้อมูลส่วนตัวภายในแอพพลิเคชั่น แต่บัตรประชาชนตัวจริงที่เคยยื่นให้กับพนักงานประจำตัวเครื่องสแกนม่านตา และเลขบัญชีธนาคารที่เคยรับโอนเงิน อาจส่งผลกระทบ และสร้างความกังวลกับตน

วันนี้จึงประสงค์เข้าให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์กับดีเอสไอ และอยากขอความร่วมมือจากประชาชนทุกคนที่เคยสแกนม่านตาให้เข้าให้ข้อมูลกับคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เพราะในตอนนั้นเรารู้เพียงแค่ว่าสแกนม่านตาแล้วได้รับเงิน แต่ไม่ได้รู้ว่าข้อมูลม่านตาที่เราสแกนไปจะถูกนำไปใช้ในเรื่องใดหรือไม่ เราทราบข้อมูลเพียงแค่นั้น เราจึงไปร่วมกิจกรรม แต่พอวันนี้เป็นคดีเกิดขึ้น จึงเป็นความกังวลอย่างมาก