โจ๊ก สวนกลับ ‘คริษฐ์’ แจ้งความเท็จ จ่อพาหมอเป็นพยาน เชื่อแก้วหูทะลุ ติดเชื้อไม่ใช่ถูกทำร้าย

21.01.26 | 18:26 น.

ทนายความ ‘บิ๊กโจ๊ก’ เข้าแจ้งความกลับ พ.ต.ท.คริษฐ์ หลังถูกแจ้งความข้อหาทำร้ายร่างกาย

เมื่อวันที่ 21 มกราคม ที่ศูนย์รับแจ้งความ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ บิ๊กโจ๊ก อดีตรอง ผบ.ตร. เดินทางเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ กรณีที่มีการกล่าวหาว่าบิ๊กโจ๊กทำร้ายร่างกาย

นายสัญญาภัชระกล่าวว่า อันดับแรกตั้งข้อสังเกตว่า ผู้กล่าวหากล่าวอ้างว่าเหตุทำร้ายเกิดขึ้นเมื่อปี 2560 ซึ่งล่วงเลยมา 9 ปีแล้วทำไมเพิ่งออกมาแจ้งความ ลักษณะเหมือนใช้มุขเดิมเมื่อปี 2562 ก็เคยเป็นข่าวว่าบิ๊กโจ๊กถูกร้องเรียนว่าทำร้ายร่างกายลูกน้อง 17 คน ซึ่งขณะนั้นมีการพิสูจน์แล้วว่า บิ๊กโจ๊กกระทำโดยคำสั่งของอดีต ผบ.ตร.ท่านหนึ่ง และการตรวจสอบเสร็จสิ้นไปแล้ว

นายสัญญาภัชระกล่าวว่า ก่อนหน้านี้วันที่ 7 มกราคม 2569 มีนักข่าวท่านหนึ่งได้โพสต์เวชระเบียนการตรวจร่างกายของ พ.ต.ท.คริษฐ์ ลงโซเชียลมีเดีย ซึ่งต่อมามีความเห็นจาก นพ.ธวัชชัย กาญจนรินทร์ อดีตศัลยแพทย์โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ ตั้งข้อสังเกตและข้อพิรุธจากเวชระเบียนว่า พ.ต.ท.คริษฐ์ เดินทางไปพบแพทย์แบบ OPD อาการเหมือนคนปกติ ตรวจสัญญาณชีพจร ความดัน อัตราการหายใจ ปกติ ตามบันทึกผู้ป่วยบอกว่ามาด้วยอาการหูอื้อข้างซ้ายหลังจากบาดเจ็บมา 2 วัน รู้สึกมึนงงโคลงเคลงเล็กน้อย ซึ่งหลังจากแพทย์ตรวจร่างกายก็พบว่า แก้วหูซ้ายทะลุ ส่วนแก้วหูขวาปกติ พร้อมลงรหัสโรค H72.8 แต่มีข้อสังเกตว่าหากบาดเจ็บเฉียบพลันแพทย์จะต้องลงรหัส SO9.2 แทน

นอกจากนั้น หากถูกทำร้ายร่างกายโดยตบ 4-5 ครั้ง ก็ควรที่จะมีอาการบาดเจ็บบริเวณใบหน้าที่เห็นได้ชัดเจน และแพทย์ควรทำการเอกซเรย์ให้ แต่การตรวจร่างกายครั้งนั้นมีเพียงการลงความเห็นจากแพทย์ด้านโสต ศอ นาสิก ซึ่งหากถูกทำร้ายร่างกายจริงจะต้องได้รับการตรวจร่างกายจากศัลยแพทย์

Advertisement

และหลังตรวจร่างกายเสร็จแพทย์ได้ให้ พ.ต.ท.คริษฐ์ กลับบ้านทันที โดยให้ทานยาปฏิชีวนะ 20 เม็ดและยาแก้ปวดอีก 10 เม็ด และนัดหมายเท่านั้น จึงตั้งข้อสังเกตว่าหากมีอาการบาดเจ็บรุนแรงแพทย์ก็ควรวินิจฉัยให้รักษาและเฝ้าดูอาการที่โรงพยาบาลมากกว่า

จากการวิเคราะห์ดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า การบาดเจ็บของ พ.ต.ท.คริษฐ์ ไม่ใช่อาการบาดเจ็บจากการถูกทำร้ายร่างกาย แต่สันนิษฐานว่าเป็นอาการติดเชื้อหรือเป็นโรค บิ๊กโจ๊กจึงไม่เข้าข่ายการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ดังนั้น กรณีดังกล่าวจึงเป็นการแจ้งความเท็จ ซึ่งกรณีนี้ นพ.ธวัชชัย จะมาเป็นพยานให้ด้วย

นายสัญญาภัชระกล่าวว่า ตลอดเวลา พ.ต.ท.คริษฐ์ ทำงานอยู่กับบิ๊กโจ๊กมักได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ในตำแหน่งงานสำคัญๆ มาโดยตลอด ตั้งข้อสังเกตว่าการที่ พ.ต.ท.คริษฐ์ ออกมาแจ้งความร้องทุกข์ครั้งนี้มีนัยสำคัญหรือรับงานใครมาหรือไม่ จึงอยากฝากถึงอดีตลูกน้องว่า การที่ออกมาแจ้งความเท็จแบบนี้ท้ายที่สุดจะถูกติดคุกซะเอง

ยืนยันว่า บิ๊กโจ๊กเลือกคนทำงานตามความรู้ความสามารถเช่นเดียวกับ พ.ต.อ.อาริศ คูประสิทธิ์รัตน์ ก็จัดตำแหน่งตามความสามารถ แต่เชื่อว่าที่ออกมาแจ้งความกล่าวหาว่าถูกทำร้ายจิตใจนั้นอาจเป็นเพราะตอนนี้ พ.ต.อ.อาริศ เปลี่ยนข้างไปอยู่อีกฝั่ง

นอกจากนี้ บิ๊กโจ๊กยังฝากมาบอกว่าตัวเองไม่มีพฤติกรรมหลบหนี หรือหลีกเลี่ยงกระบวนการยุติธรรมแต่อย่างใด และพร้อมที่จะเข้าให้ปากคำหากถูกออกหมายเรียกที่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมฝากถึงพนักงานสอบสวนด้วยว่า อยากให้ดำเนินคดีด้วยความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แต่หลังจากนี้บิ๊กโจ๊กเองก็จะดำเนินคดีกลับให้ถึงที่สุด ซึ่งคิวต่อไปที่จะแจ้งความกลับก็คือ พ.ต.อ.อาริศ

นอกจากนั้น ทนายความยังบอกอีกว่า ในวันพรุ่งนี้ (22 มกราคม) เวลา 10.00 น. ตนจะเดินทางไปที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เพื่อเอาผิดคณะพนักงานสอบสวน คดีที่เกี่ยวเนื่องกับสินบนทองคำ ตาม ม.157 และ ม.200