ปอท.-AIS แถลงยัน ไม่ได้ส่งสัญญาณเน็ตไปกัมพูชา ตรวจสอบแล้ว ผู้ใช้บริการผิดเงื่อนไข ดำเนินคดีเต็มที่

26.01.26 | 15:15 น.

ปอท.-AIS ตั้งโต๊ะแถลง คดีลอบส่งสัญญาณเน็ตไทยไปปอยเปต ผู้ใช้บริการผิดเงื่อนไข ดำเนินคดีเต็มที่ ยันไม่มีนโยบายสร้างรายได้จากการบ่อนทำลายความมั่นคงชาติ

เมื่อวันที่ 26 มกราคม ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบก.ปอท.) เปิดเผยความคืบหน้ากรณีตรวจพบบริษัทเอกชนของไทยลักลอบส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ตข้ามแดนไปยังเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา โดยมีการติดตั้งตู้จุดส่งต่อสัญญาณ หรือตู้เซิร์ฟเวอร์ ในพื้นที่หมู่ 1 ต.ท่าข้าม อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ซึ่งเป็นสถานที่ของผู้ใช้บริการรายหนึ่ง จากการตรวจสอบพบว่ามีการปล่อยสัญญาณอินเตอร์เน็ตจากฝั่งประเทศไทยไปยังประเทศกัมพูชาจริง ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินคดีตามกฎหมาย และการสืบสวนขยายผลเพื่อติดตามผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด

พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ระบุว่า การตรวจพบกรณีดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นจากการทำงานของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (Anti Online Scam Center หรือ ACSC) ซึ่งได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้เสียหายที่เข้าแจ้งความในคดีถูกหลอกลงทุนและถูกหลอกให้รับจ้างทำงานออนไลน์ ก่อนจะตรวจสอบเส้นทางธุรกรรมทางการเงินของบัญชีม้าในลำดับแรกที่ผู้เสียหายโอนเงินไปให้กับคนร้าย

จากการตรวจสอบพบว่า บัญชีดังกล่าวเป็นบัญชีของบริษัทแห่งหนึ่ง ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบข้อมูลทางเทคนิค พบว่า ID และ IP address ที่ใช้ในกระบวนการดังกล่าวเป็นของบริษัทไทย โดยเป็น IP address ที่อยู่ภายใต้การให้บริการของบริษัทเวียดเทล คัมโบเดีย และมีจุดเชื่อมต่อสัญญาณอยู่ในพื้นที่ ต.ท่าข้าม อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว รวมทั้งมีการเชื่อมต่อผ่านระบบที่อยู่ในความดูแลของบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล เกทเวย์ จำกัด ซึ่งในปัจจุบันได้ถูกระงับการใช้งานแล้ว

ข้อมูลดังกล่าวเป็นผลจากการประสานสอบถามไปยังบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด
(AWN) คือบริษัทในเครือ AIS เมื่อช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา หลังจากได้รับข้อมูลชุดนี้แล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อเข้าตรวจสอบจุดเทอร์มินอลดังกล่าว โดยการตรวจสอบร่วมกันพบว่า จุดเชื่อมต่อสัญญาณดังกล่าวได้ถูกระงับการใช้งานไปแล้ว

Advertisement

พล.ต.ต.ชนันนัทธ์กล่าวเพิ่มเติมว่า คดีนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำงานร่วมกับผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมอย่างใกล้ชิด เมื่อพบความผิดปกติจะมีการประสานแจ้งไปยังผู้ให้บริการทันที เพื่อดำเนินการตัดสัญญาณและป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติม

ขณะเดียวกัน นายปรัธนา ลีลพนัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS กล่าวชี้แจงว่า บริษัทให้ความสำคัญและมีความมุ่งมั่นต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศมาโดยตลอด โดยดำเนินธุรกิจภายใต้กฎหมายและข้อกำกับของภาครัฐอย่างเคร่งครัด การให้บริการอินเตอร์เน็ตของบริษัทกำหนดให้ใช้งานภายในประเทศไทยเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้งานในต่างประเทศได้ และไอพีแอดเดรสต้องเป็นไอพีที่ใช้งานอยู่ในประเทศไทย

นายปรัธนาระบุว่า เอไอเอสให้ความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคงมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน ซึ่งอาจมีการใช้สัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่หรืออินเตอร์เน็ตในลักษณะที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ บริษัทจึงร่วมตรวจสอบอย่างเข้มงวด รวมถึงการยกระดับมาตรการดูแลด้านการจดทะเบียนซิมการ์ดให้มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น พร้อมยืนยันว่าไม่มีซิมการ์ดผิดกฎหมายในการให้บริการของบริษัทอย่างแน่นอน

นายปรัธนากล่าวว่า สำหรับการให้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ขอย้ำว่าต้องใช้งานภายในประเทศไทยเท่านั้น และในกรณีที่ตรวจพบผู้ใช้บริการมีการละเมิดเงื่อนไข โดยนำ IP address ไปใช้งานนอกประเทศ จะมีการตรวจสอบ ค้นหา และระงับการใช้งานทันที พร้อมแจ้งข้อมูลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าดำเนินการตรวจสอบโดยทันที ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้เพิ่งเริ่มดำเนินการเฉพาะกรณีที่เป็นข่าว

ทั้งนี้ ภายหลังรับทราบข้อมูล ทาง AIS ได้ส่งมอบข้อมูลรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเอกสารใบแจ้งหนี้ต่างๆ ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อใช้ประกอบการสืบสวน ปิดการให้บริการ และดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด โดยในกรณีนี้พบว่าผู้ใช้บริการได้นำบริการอินเตอร์เน็ตไปใช้ในกิจการที่ผิดเงื่อนไข และนอกเหนือจากวัตถุประสงค์การให้บริการ บริษัทจึงได้เข้าแจ้งความและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเต็มที่

นายปรัธนาย้ำว่า AIS ไม่มีนโยบายในการสร้างรายได้จากการกระทำใดๆ ที่เป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือความมั่นคงของประเทศไทย