เหยื่อหลอกลงทุนโควต้าสลาก-สินค้าแบรนด์เนม กว่า 300 ล้านบาท ร้อง บก.ปปป. ทวงคดีไม่คืบหน้า
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 27 มกราคม ที่ ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) น.ส.นลิน เจ้าของเพจห้วยแถลงพากลุ่มผู้เสียหาย ที่ถูกหลอกลงทุนซื้อขายโควต้าสลาก, สินค้าปลอดภาษี, นาฬิกาแบรนด์เนม-รถยนต์-อสังหาริมทรัพย์ และการฝากงาน รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 300 ล้านบาท เดินทางมาติดตามความคืบหน้าการทำคดีของพนักงานสอบสวน บก.ปปป. หลังเคยมายื่นหนังสือเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2568 ว่ามีกลุ่มผู้เสียหายรวม 13 คน ซึ่งได้แจ้งความไว้ที่ สถานีตำรวจหลายแห่งทั่วประเทศ แต่คดีไม่มีความคืบหน้า ได้มอบอำนาจให้นางสาวนลิน เข้าแจ้งความที่ บก.ปปป. ให้ดำเนินคดีและติดตามทรัพย์จากนางสาวกัณภาธิฌาณัศฐ์ หรือนุ่น กับพวก
นางรุ่งนภา (สงวนนามสกุล) 1 ในผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ตนรู้จักกับนางสาวกัณภาธิฌาณัศฐ์ เมื่อช่วงเดือนตุลาคม 2564 ผ่านเพื่อนอีกที โดยเพื่อนแนะนำให้รู้จักเพื่อสั่งซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล ตนจึงติดต่อกับผู้ก่อเหตุผ่านแชตและสั่งซื้อสลากกินแบ่งรวมมูลค่า 8 ล้านบาท แต่เมื่อโอนเงินไปครบกลับไม่ได้รับสลากตามที่สั่ง เมื่อพยายามติดต่อผู้ขาย ก็บ่ายเบี่ยงอ้างว่าไม่สามารถล็อกสลากไว้ให้ได้และเงินก็ถูกระบบล็อกไว้จึงไม่สามารถนำเงินมาคืนได้บางส่วน ทำให้ตัวเองได้รับความเสียหาย หลังเกิดเรื่องตัวเองได้เข้าแจ้งความกับตำรวจในช่วงต้นปี 2565 ก็ยังไม่มีความคืบหน้าโดยยังติดอยู่ในชั้นของอัยการส่วนนี้จึง อยากให้บก.ปปป เร่งรัดคดี เพื่อขอรับเงินค่าเสียหายคืน
ด้านนางสาวอนงรัก อีกหนึ่งผู้เสียหายซึ่งถูกฉ้อโกงเงิน 173 ล้านบาท เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ตัวเองได้ฟ้องคดีฉ้อโกงกับนางสาวกัณภาธิฌาณัศฐ์ ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 และวันที่ 19 มกราคม 2569 ศาลอาญากรุงเทพใต้ได้พิพากษาจำคุกนางสาวกัณภาธิฌาณัศฐ์ รวม 28 ปี ฐานร่วมกันฉ้อโกง-พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากกรณีถูกหลอกให้ร่วมลงทุนซื้อขายสินค้าแบรนด์เนม ซึ่งผู้ก่อเหตุอ้างว่าเป็นโควตาพิเศษของบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งศาลได้ให้ผู้ต้องหานำสัญญาซื้อบ้านมูลค่า 50 ล้านบาทวางเยียวยาให้ผู้เสียหาย อีกทั้งยังตั้งข้อสังเกตว่าก่อนหน้านี้ตัวเองเคยให้ตำรวจทำสำนวนแต่อัยการกลับยกฟ้อง เมื่อตัวเองรับคดีทำเองศาลกลับมีคำสั่งฟ้อง ซึ่งจนถึงขณะนี้ก็ยังได้รับเงินคืนแต่อย่างใด
นางนลิน ตัวแทนผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ในวันนี้ตัวเองต้องการมาติดตามความคืบหน้าของคดีทั้งหมด เพราะเกรงว่าจะมีผู้มีอิทธิพลคอยให้ความช่วยเหลือ อีกทั้งขั้นตอนการสืบทรัพย์เพื่อนำมาคืนผู้เสียหายก็ไม่มีความคืบหน้าจึงกังวลว่าจะไม่ได้รับความยุติธรรมเพราะก่อนหน้านี้ผู้ก่อเหตุเคยแอบอ้างว่าตัวเองรู้จักกับนักการเมืองในท้องที่ภาคอีสาน นอกจากนี้ยังนำสมุดบัญชีและบัตรกดเงินของผู้ต้องหาที่ได้รับมาจากอดีตลูกน้องต้องหามามอบให้พนักงานสอบสวนสำหรับใช้ในการทำสำนวนและติดตามทรัพย์สินเพิ่มเติมด้วย
ก่อนหน้านี้เคยสอบถามข้อมูลไปยัง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินหรือ ปปง. ได้รับเรื่องร้องเรียนมาตั้งแต่ปี 2565 และนำเสนอเรื่องไปที่ คณะกรรมการธุรกรรมฯ แต่เมื่อกองคดีพิจารณา มีมติจำหน่ายเรื่องออกจากสารระบบ คาดว่าเพื่อรอคำพิพากษาถึงที่สุดให้คดีเรียบร้อยก่อน เนื่องจากมีบางคดีที่ผู้พิพากษา ตัดสินยกฟ้อง แต่ในคดีที่ มีการตัดสินไปแล้ว และมีคำพิพากษาถึงที่สุด ก็สามารถติดตามเส้นทางการทำธุรกรรม เพื่ออายัดทรัพย์นำมาเยี่ยวยาผู้เสียหายได้ตามลำดับ ซึ่งในคดีนี้ผู้ร้องได้มายื่นเรื่องไว้เมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2568 และมีผลพิพากษาถึงที่สุด โดยหลังจากนี้จะเสนอเรื่องให้คณะกรรมการพิจารณา คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน จึงจะทราบผล

