เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม นายเสาวภักดิ์ สกุลโรมวิลาส อุปนายกสภาทนายความฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย กรณีที่ พล.ต.ต.กฤษกร พลีธัญญวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 กล่าวหา ร.ต.อ.วัชรินทร์ เบญจนทศวรรษ สังกัดพื้นที่ จ.ชลบุรี ได้บันทึกเสียงและโพสต์เฟซบุ๊ก ลักษณะใส่ความหมิ่นประมาท พล.ต.ต.กฤษกร ให้ได้รับความเสียหาย และมีผู้ที่กดถูกใจ(ไลค์) บนข้อความดังกล่าวซึ่งในจำนวนผู้กดไลค์ มี ส.ต.อ.จักรพงษ์ วงษ์จิตร สังกัดพื้นที่จังหวัดชุมพร และพนักงานสอบสวนได้มีการออกหมายเรียก ส.ต.อ.จักรพงษ์ มาพบพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองชลบุรี ในวันที่ 16 พฤษภาคมนี้ว่า ว่า ถ้าเป็นข้อความหมิ่นประมาทอาจเป็นการสนับสนุนก็ได้ จึงเป็นเหตุให้พนักงานสอบสวนเรียกตัวมาสอบสวนได้ว่ามีความเกี่ยวข้องหรือไม่ การจะไปหรือไม่ไปตามหมายเรียกเป็นสิทธิ ส.ต.อ.จักรพงษ์ ส่วนเรื่องการออกหมายจับขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาลอีกที ซึ่งการออกหมายเรียกไปสอบสวนนี้เปรียบเสมือนกับการล่อซื้อสิ่งผิดกฎหมาย ที่เจ้าหน้าที่จะออกหมายเรียกในฐานะพยานหรือผู้ต้องหาก็ได้ ในเรื่องการหมิ่นประมาท หากเป็นเรื่องจริงที่ไม่ได้มีเจตนาสนับสนุนก็ไม่มีปัญหา ซึ่งเรื่องดังกล่าวต้องดูเจตนาประกอบเป็นหลักด้วย
ขณะที่แหล่งข่าวผู้พิพากษาของศาลยุติธรรม ให้ความเห็นว่า การกดไลค์คือการที่เราดูแล้วชอบหรือเชื่อ ไม่ใช่เป็นการสนับสนุน การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเชิญไปเป็นพยานตามที่เป็นข่าวนั้นอาจเพื่อดู ว่าเชื่อ และเป็นผู้สนับสนุนให้มีการโพสต์ดังกล่าวหรือไม่ เเต่ไม่ใช่ว่าใครกดไลค์แล้วจะกลายเป็นจำเลยร่วมไปหมด สำคัญคือต้องดูว่าเรียกไปเป็นพยานหรือผู้ต้องหา ถ้าแค่ชอบแต่ไม่ได้สนับสนุนให้มีการโพสต์ข้อความหมิ่นประมาทดังกล่าวก่อนหน้านั้นก็ไม่เป็นความผิด แต่ถ้าแชร์หรือส่งต่อข้อความหมิ่นประมาทจะมีความผิดด้วยที่ไม่ได้ไตร่ตรองก่อน ส่วนในขณะนี้มีคำพิพากษาที่เกี่ยวกับการกดไลค์หรือไม่นั้น ยังไม่พบว่ามีแต่อย่างใด

