อี้ พาผู้เสียหายแจ้งความ เอาผิดตำรวจสันติบาล หลังถูกคุกคาม โดนแจ้งข้อหาแต่งกายคล้ายทหาร
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 4 กุมภาพันธ์ ที่บริเวณหน้าตลาดนัดเลียบด่วน-แดนเนรมิต นายแทนคุณ จิตต์อิสระ หรืออี้ แทนคุณ ประธานชมรมสันติประชาธรรม พานายเอกณัฏฐ์ เรืองเดชธนาวุฒิ ผู้เสียหาย เดินทางเข้าแจ้งความที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(บช.ก.) เพื่อให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล 2 นาย หลังมีพฤติการณ์คุกคามข่มขู่รวมถึงแจ้งข้อหาตัวเองว่า แต่งตัวคล้ายทหาร ใช้เครื่องราชฯ โดยไม่ได้รับอนุญาต
นายเอกณัฏฐ์ เปิดเผยว่า ชุดที่สวมใส่อยู่นั้น เป็นชุดที่สามารถสวมใส่ได้ เนื่องจากเป็นชุดของสมาคม ซึ่งตัวเองเป็นประธานสมาคมพ่อค้าไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ,นายกสมาคมแพทย์อาสา ,ประธานอำนวยการหน่วยแพทย์อาสา ในมูลนิธิร่มเกล้าเยาวชนในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และตำแหน่งประธานอำนวยการหน่วยแพทย์อาสา วัดศรีสุพรรณ ในองค์อุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าที่ปังกรรัศมิโชติฯ รวมถึงดำรงตำแหน่งนายกสมาคมสถาบันอารักขาผู้บริหารระดับสูง
ส่วนเครื่องแบบต่างๆ ก็เป็นเครื่องแบบที่ได้รับอนุญาตของสมาคมฯ แต่ตำรวจอ้างว่าชุดที่ตัวเองสวมใส่เกี่ยวข้องกับทหาร มีเจตนาทำให้ประชาชนหลงเชื่อเพื่อกระทำการทุจริตหลอกลวงสร้างประโยชน์ให้ตัวเอง
ส่วนสาเหตุที่ตำรวจเจาะจงแจ้งความตัวเองนั้น มองว่ามีผู้อยู่เบื้องหลัง ซึ่งเป็นบุคคลที่ตัวเองเคยพูดคุยเพื่อเจรจาซื้อขายตำแหน่งที่ปรึกษากรรมาธิการรัฐสภา เมื่อช่วงปี 2568 แต่ภายหลังก็ไม่ได้ตำแหน่ง แม้จะบริจาคเงินไปเป็นจำนวนกว่า 100,000 บาทแล้ว ส่วนหนึ่งจึงอาจจะมาจากการที่บุคคลคนนั้น ได้ไปหารือกับตำรวจเจ้าทุกข์เพื่อที่จะต้องการข่มขู่ไม่ให้ตัวเองแจ้งความ หรืออาจจะเพราะตำรวจเจ้าทุกข์ต้องการเลื่อนตำแหน่งให้รวดเร็วขึ้น จึงสร้างผลงาน
จึงมองว่าเป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ เพราะก่อนที่ตำรวจคนนี้ ซึ่งมีตำแหน่งเป็นระดับรองผู้กำกับการ ของกองบังคับการตำรวจสันติบาล 2 จะแจ้งความก็ได้พูดคุยเจรจากันแล้ว ซึ่งตัวเองยินดีจะให้ข้อมูลเพื่อพิสูจน์ว่าชุดที่ตัวเองสวมใส่นั้น ได้รับอนุญาตถูกต้อง ในวันที่ 29 ตุลาคม 2568 แต่ตำรวจคนนี้ก็ยังแจ้งความดำเนินคดีในวันที่ 27 ตุลาคม 2568 อีกทั้งยังแจ้งความใน 2 ท้องที่ คือ กองบังคับการปราบปรามและสถานีตำรวจนครบาลบางเขน โดยแจ้งทั้งหมด 23 กรรม จึงมองว่าเป็นการเร่งรัดกระบวนการทางกฎหมาย เพื่อให้ตัวเองได้รับโทษหนัก
นายเอกณัฏฐ์ ยืนยันว่า ที่ผ่านมาไม่เคยนำชุดที่สวมใส่ไปแอบอ้างหาประโยชน์จากประชาชน มีเพียงสวมใส่ไปใช้ร่วมงานพิธีสำคัญต่างๆ เพื่อให้เหมาะกับกาลเทศะ แต่กลับพบพฤติกรรมของตำรวจสันติบาล ที่คุกคามมาติดตามสอดส่องพฤติกรรมของตัวเอง ถึงขั้นเข้าไปตรวจค้นภายในคลินิกของอดีตภรรยา โดยไม่มีหมายค้น จุดนี้จึงมองว่าเป็นการกระทำที่ผิดขั้นตอน
อีกทั้งมองว่า ยังมีพฤติกรรมพยายามพูดคุยข่มขู่เพื่อแอบอ้างเบื้องสูง ตัวเองจึงต้องการจะดำเนินคดีกับนายตำรวจทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง ในความผิดที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และตาม ม.112

