อานนท์ สู้ต่อ ยื่นอุทธรณ์คำสั่งประกันตัวต่อศาลฎีกา คดี ม.112 รวม 9 คดี หวังได้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง-ประชามติ 8 ก.พ.
จากกรณีเมื่อวันที่ 30 มกราคม ทนายความยื่นขอประกันตัว 15 ผู้ต้องขังทางการเมืองที่ถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดี เพื่อให้มีโอกาสออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งและออกเสียงลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์
โดยทั้ง 15 ราย ประกอบด้วย อานนท์ นำภา (ยื่นประกันตัว 9 คดี), ไพฑูรย์ (สงวนนามสกุล), สุขสันต์ (สงวนนามสกุล), “มานี” เงินตา คำแสน, “ขุนแผน” เชน ชีวอบัญชา, อัฐสิษฎ (สงวนนามสกุล), “วิจิตร” (นามสมมุติ) และ “อาย” กันต์ฤทัย คล้ายอ่อน ซึ่งถูกคุมขังอยู่ในระหว่างชั้นอุทธรณ์
รวมทั้ง เอกชัย หงส์กังวาน, “ฟรานซิส” บุญเกื้อหนุน เป้าทอง, “ตัน” สุรนาถ แป้นประเสริฐ, “เก่ง” ชนาธิป (สงวนนามสกุล), “ขวัญ” ภาณุภัทร์ (สงวนนามสกุล), พิชัย (สงวนนามสกุล) และ ทิวากร วิถีตน ซึ่งถูกคุมขังอยู่ในชั้นฎีกา กระทั่งวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้อง การประกันตัวทั้ง 15 ผู้ราย
ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า วันนี้ (4 ก.พ.) อานนท์ นำภา จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งประกันตัวต่อศาลฎีกา ในคดี ม.112 รวม 9 คดีต่อศาลอาญาและศาลอาญากรุงเทพใต้ หลังศาลปฏิเสธคำร้องขอประกันตัวในทุกคดีของเขาวานนี้ (3 ก.พ.)
เกี่ยวกับการยื่นประกันในครั้งนี้ ทนายความได้ยื่นประกันตัวไปในวันที่ 30 ม.ค. เพื่อให้ผู้ต้องขังการเมือง รวม 15 ราย ได้มีโอกาสออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งและออกเสียงลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ในวันที่ 8 ก.พ.
และเพื่อยืนยันว่าศาลได้ให้ความสำคัญต่อการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นพลเมืองของจำเลย ซึ่งยังคงเป็นผู้บริสุทธิ์ตามกฎหมายจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
การอุทธรณ์คำสั่งขอประกันตัวของอานนท์ในวันนี้ ทำให้ต้องรอฟังผลคำสั่งต่อไปอีก 2-3 วันว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวหรือไม่
อย่างไรก็ดี ในการยื่นขอคำร้องขอประกันตัวเมื่อวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา อานนท์ได้แนบคำแถลง พร้อมยินดีรับทุกเงื่อนไขหากศาลมีคำสั่งให้ปล่อยตัวชั่วคราว
คำแถลงของอานนท์ระบุดังนี้
จำเลยเขียนคำแถลงฉบับนี้ระหว่างสืบพยานคดี “คนอยากเลือกตั้ง” ซึ่งจำเลยถูกทหารฟ้องเมื่อปี 2561 จากเหตุการณ์ชุมนุมเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งและเรียกร้องให้ คสช.ออกจากอำนาจ หลังจากวันนั้น คณะ คสช.จึงจัดให้มีการเลือกตั้งเป็นการทั่วไปในปี 2562
หลังจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 บังคับใช้ เราได้เห็นข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญหลายประการในทุกหมวด ในปี 2563 จำเลยกับพวกซึ่งร่วมกันชุมนุมเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์และแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ขณะนี้จำเลยถูกขังจากการชุมนุมเรียกร้องครั้งนั้นด้วยโทษจำคุกกว่า 29 ปี และต้องขึ้นศาลเพื่อพิจารณาคดีที่เหลืออีก 3 คดี รวมจำคุกมาแล้วจากการเรียกร้องประชาธิปไตยกว่า 3 ปี
เป็น 3 ปีที่อยู่ในคุกเพื่อรอให้ประชาชนพร้อมที่จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ เป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เหมือนดังนานาอารยประเทศ มีโครงสร้างของสถาบันการเมืองในทุกๆ องค์กรที่ดำรงอยู่อย่างสอดคล้องกับระบอบอย่างแท้จริง
“การแก้ไขรัฐธรรมนูญ” จึงเป็นทางออกเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประชาธิปไตยโดยสันติวิธีและปราศจากความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดความสูญเสียทั้งเสรีภาพและชีวิตของพี่น้องประชาชน
“การเห็นชอบให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ” จึงเป็นการแสดงออกที่สำคัญที่สุดในฐานะ “เจ้าของอำนาจอธิปไตย”
จำเลยจึงขอเรียนมาเพื่อขอให้ศาลปล่อยตัวเพื่อออกไปใช้สิทธิในวาระอันสำคัญนี้ เพื่อเป็นอีก 1 เสียงที่เห็นชอบให้แก้ไขรัฐธรรมนูญและออกเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในคราวเดียวกัน
“สิทธิ” ในการเลือกตั้งและการเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นข้อเรียกร้องและการต่อสู้ที่จำเลยสู้มาตั้งแต่ต้น จนต้องสูญเสียอิสรภาพ ซึ่งนี่เป็นส่วนหนึ่งของการยับยั้งการเปลี่ยนแปลง
การขังจำเลยเพราะเรียกร้องประชาธิปไตยคือการยับยั้งการเปลี่ยนแปลง ซึ่งขณะนี้กำลังจะสิ้นผลลงเมื่อเกือบ 10 ปีของการต่อสู้ทางการเมืองของจำเลยได้เป็นส่วนหนึ่งของการเปิดโลกทัศน์และมีส่วนเปลี่ยนโลกทัศน์ของคนในสังคม
จำเลยขอเรียกร้องให้ศาลยุติธรรมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ได้โปรดใช้อำนาจเท่าที่มี ปล่อยตัวจำเลยและนักโทษการเมืองทุกคนเพื่อไปลงมติออกเสียงแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับสมดังเจตนาการต่อสู้ของจำเลยกับพวก เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมให้เป็นประชาธิปไตย เพื่อลูกหลานที่จะถือกำเนิดมาบนแผ่นดินนี้จะได้ไม่ต้องมาต่อสู้ และต้องเผชิญกับการปราบปรามอย่างที่จำเลยกับเยาวชนคนรุ่นใหม่กำลังเผชิญในเวลานี้อีกเลย
อนึ่ง หากศาลจะกำหนดเงื่อนไขใดๆ ในการปล่อยตัวจำเลย เพื่อไปลงประชามติครั้งนี้ จำเลยยินดีรับเงื่อนไขทุกประการ

