ดีเอสไอ ส่งป.ป.ช.ไต่สวนประเสริฐ-ขรก.ดีอี คดีสแกนม่านตาเข้าข่ายชัดพ.ร.บ.คอมฯ – ม.157
เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 รายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า จากกรณี คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 148/2568 ตรวจสอบกรณีธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโตเคอเรนซี ภายใต้โครงการ Worldcoin โดยเรียกสอบปากคำพยานบุคคล ตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับบริษัทกลุ่มที่นำเข้าโครงการสแกนม่านตา มีความเชื่อมโยงกับการจัดทำ MOU ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) กับกองทุน Prime Opportunity Fund VCC ประเทศสิงคโปร์ และมีชื่อบริษัทที่มีความสัมพันธ์กับโครงการ TIDC (Thailand International Digital Business & Finance Centre) ตามที่ถูกระบุไว้ใน MOU
พนักงานสอบสวนคดี พบความผิดปกติในการบริหารโครงการและการแบ่งผลประโยชน์จากเหรียญคริปโตเคอร์เรนซี่ที่ได้รับจากต่างประเทศ มีมูลเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14 นอกจากนี้ ยังมีผลตรวจสอบของทางคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกระทรวงดีอี ซึ่งมีนายฉันทานนท์ วรรณเขจร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกฯ ในฐานะประธานกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีบันทึกความเข้าใจสำหรับโครงการนำร่องสู่การพัฒนาศูนย์กลางธุรกิจดิจิทัลของประเทศไทยจากคำสั่งแต่งตั้งของนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ชี้ให้เห็นพฤติการณ์ความผิดปกติเร่งรัดในการจัดทำ MOU 4 ข้อ คือ
1.การลงนาม MOU นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดีอีในขณะนั้น ได้ลงนามให้ความเห็นชอบย้อนหลังในวันที่ 29 มีนาคม 2567 หลังผ่านพิธีลงนาม MOU มาแล้วเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 มีลักษณะเหมือนเป็นการรู้เห็นเป็นใจกัน เพราะในหลักการราชการไม่สามารถทำได้ เพราะต้องให้ความเห็นชอบก่อน
2.อัยการสูงสุดตั้งข้อสังเกตว่า MOU อาจทำให้รัฐบาลเสียเปรียบด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP) เนื่องจากใน MOU ระบุชัดเจนว่า ทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหมดที่เกิดจากโครงการจะเป็นของผู้พัฒนา (Developer)เพียงฝ่ายเดียว 100% โดยไม่เป็นของภาครัฐหรือเป็นเจ้าของร่วม ลักษณะเช่นนี้จำเป็นต้องนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี แต่บุคคลที่เกี่ยวข้องจัดพิธีลงนาม MOU โดยไม่มีการปรับ MOU ตาม
3.เรื่องกฎหมายโครงการนำร่อง (Sandbox) เพราะกฎหมายมีการระบุเจาะจงพื้นที่ โดยต้องทำตัวกฎหมายก่อนแล้วเขียนโครงการนำร่อง แต่ปรากฏว่าโครงการถูกเขียนขึ้นมาก่อน 4.การจัดทำ MOU เกิดขึ้นในเวลา 3 วัน ถือว่ามีความเร่งรัดผิดปกติ จากปกติกระบวนการในเวลา 3-6 เดือน อีกทั้งต้องนำเรื่องสู่กองกฎหมายของกระทรวงดีอี แต่กลับส่งเรื่องไปยังกองการต่างประเทศของกระทรวงดีอี
จากผลการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกระทรวงดีอี รวมถึงพยานหลักฐานการสอบสวนของดีเอสไอ พบว่ามีข้าราชการฝ่ายการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐของกระทรวงดีอี 6 รายเกี่ยวข้องกับ MOU ซึ่งดีเอสไอต้องนำสำนวนพร้อมรายละเอียดพฤติการณ์ แจ้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ตามอำนาจของ ป.ป.ช.ในการไต่สวนเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ส่วนนายโอภาส เฉิดพันธุ์ กรรมการบริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด และกรรมการบริษัท เอ็มวิชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเกี่ยวข้องกับ MOU และการสแกนม่านตา จะรวมอยู่ในสำนวนนี้ที่ส่งไปยัง ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาไต่สวนข้อเท็จจริง ว่าการกระทำใดของนายโอภาส เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14 หรือไม่”
สำหรับข้าราชการทั้ง 6 ราย ได้แก่ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดีอี ในขณะนั้น นายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการ รมว.ดีอีในขณะนั้น , นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ประธานกรรมการ ก.ล.ต. ในฐานะอดีตปลัดกระทรวงดีอี นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดีอีในขณะนั้น ผอ.กองการต่างประเทศ กระทรวงดีอี และ เจ้าหน้าที่กระทรวงดีอี ทั้งหมดมีพฤติการณ์ตามฐานความผิดกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยล่าสุด พนักงานสอบสวนคดีพิเศษนำสำนวนคดี 6 กล่อง 10 แฟ้ม และเอกสารประมาณ 5,000 แผ่นส่งสำนักงาน ป.ป.ช. จังหวัดนนทบุรีแล้ว

