บุกจับ ‘ส.ต.อ.’ ร่วมขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ อำนวยความสะดวกลำเลียงเข้าไทย เส้นเงินชัด

16.02.26 | 15:42 น.

ป.ป.ส. เปิดยุทธการตัดเนื้อร้าย ล้างบางเจ้าหน้าที่รัฐเอี่ยวขบวนการค้ายาข้ามชาติ ยึดทรัพย์-ดำเนินคดีขั้นสูงสุด

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. เปิดปฏิบัติการเชิงรุก ยุทธการตัดเนื้อร้าย เพื่อกวาดล้างและขุดรากถอนโคนเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับที่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับเครือข่ายยาเสพติด โดยมุ่งเน้นการสร้างความโปร่งใสในระบบราชการและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของภาคประชาชน โดยมีแนวทางในการดำเนินงานที่สำคัญ คือการปราบปรามอย่างไม่มีข้อยกเว้น จะไม่มีการปกป้องเจ้าหน้าที่หากพบหลักฐานความเชื่อมโยงกับเครือข่ายยาเสพติดในทุกบริบท ทั้งระดับท้องถิ่นและระดับข้ามชาติ

โดยจะถูกลงโทษทั้งทางอาญาและวินัยขั้นสูงสุด รวมถึงการใช้มาตรการยึดทรัพย์สินมาใช้ตรวจสอบและดำเนินคดี เป็นการฟื้นฟูความเชื่อมั่นจากประชาชน เพื่อส่งสัญญาณว่าหน่วยงานของรัฐต้องสะอาดและเป็นที่พึ่งให้กับประชาชนได้อย่างแท้จริง

พ.ต.ต.สุริยาเปิดเผยว่า สำนักงาน ป.ป.ส.เปิดปฏิบัติการยุทธการตัดเนื้อร้าย ดำเนินการจับกุมเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ (เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับผิดชอบเกี่ยวกับงานสืบสวนปราบปราบในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) โดยเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ สำนักงาน ป.ป.ส. (สำนักปราบปรามยาเสพติด และสำนักงาน ป.ป.ส.ภาค 4) ประสาน พล.ต.ต.กิตติศักดิ์ จำรัสประเสริฐ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 เพื่อดำเนินการจับกุม ส.ต.อ.นนทพัทธ์ ตามหมายจับศาลจังหวัดบึงกาฬ ที่ 26/2569 ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่ง ส.ต.อ.นนทพัทธ์มีบทบาทเป็นผู้ประสานควบคุมการลำเลียงยาเสพติด และรับโอนเงินค่ายาเสพติดร่วมกับเครือข่ายนักค้ายาเสพติดข้ามชาติชาวลาว ถูกออกหมายจับในคดีวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 สภ.บึงกาฬ จับกุมผู้ต้องหา 1 คน พร้อมยาบ้า 1,594,000 เม็ด ที่ จ.บึงกาฬ

พ.ต.ต.สุริยาเปิดเผยอีกว่า ในคดีดังกล่าวเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส.ดำเนินการสืบสวนขยายผลเป็นเวลากว่า 3 เดือน จนกระทั่งสามารถรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลอนุมัติหมายจับผู้เกี่ยวข้องรวม 4 ราย (ประชาชน 3 ราย, เจ้าหน้าที่ของรัฐ 1 ราย) พบพยานหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงิน และพยานหลักฐานอื่นๆ จนนำมาซึ่งการถูกออกหมายจับ รายละเอียดดังนี้

Advertisement

1) นางภูเวียง อายุ 30 ปี ชาวลาว เป็นผู้สั่งการนำยาเสพติดจาก สปป.ลาว เข้ามายังประเทศไทย
2) นายชาญยุทธ อายุ 38 ปี ชาวไทย ผู้ร่วมขบวนการ/จัดหารถยนต์ลำเลียง
3) น.ส.ปุณยวีร์ อายุ 48 ปี ชาวไทย ผู้ร่วมขบวนการ/จัดหารถยนต์ลำเลียง
4) ส.ต.อ.นนทพัทธ์ อายุ 27 ปี เจ้าหน้าที่ของรัฐ มีบทบาทเป็นผู้ประสานควบคุมการลำเลียงยาเสพติด และรับโอนเงินค่ายาเสพติดร่วมกับเครือข่ายนักค้ายาเสพติดข้ามชาติชาวลาว

โดยในวันที่ 30 มกราคม-2 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงาน ป.ป.ส. (สำนักปราบปรามยาเสพติด และ สำนักงาน ป.ป.ส.ภาค 4) สามารถจับกุมบุคคลตามหมายจับ 4 คน (เจ้าหน้าที่ของรัฐ 1 คน, ชาวลาว 1 คน ชาวไทย 2 คน) คือ ส.ต.อ.นนทพัทธ์, นางภูเวียง, นายชาญยุทธ และ น.ส.ปุณยวีร์ เหตุเกิดในพื้นที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ต่อเนื่อง จ.นครพนม และ จ.ขอนแก่น ตรวจยึดทรัพย์สินรวมมูลค่า 1,600,000 บาท (รถยนต์ 3 คัน) และอายัดเงินในบัญชีธนาคาร 4 บัญชี ยอดเงิน 985,837 บาท

จากการสืบสวนพบว่า นางภูเวียง นักค้ายาเสพติดข้ามชาติชาวลาว มีพฤติการณ์จัดหายาเสพติดจาก สปป.ลาว เข้ามายังประเทศไทย มีการจัดหาทีมลำเลียง รวมถึงประสานเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่ออำนวยความสะดวกกลุ่มผู้ลำเลียงยาเสพติด และมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการค้ายาเสพติด โดยในห้วงปี 2568 พบว่ามีคดีการจับกุมที่เกี่ยวข้องกับนางภูเวียง รวมจำนวน 6 คดี จับกุมผู้ต้องหา 6 คน ยาบ้า 5,800,000 เม็ด ไอซ์ 917 กิโลกรัม เหตุเกิดในพื้นที่ จ.นครราชสีมา จ.บึงกาฬ จ.สระบุรี และ จ.ราชบุรี

โดยได้มอบหมายอัครราชทูตที่ปรึกษาด้านควบคุมยาเสพติดประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ เข้าพบ พ.อ.แพง ไซยะวง หัวหน้ากรมตำรวจสกัดกั้นและต้านยาเสพติด เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือในการสืบสวนปฏิบัติการร่วมระหว่างประเทศไทย-สปป.ลาว เพื่อขยายผลเครือข่ายดังกล่าวร่วมกันในการสืบสวนบุคคลและทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องต่อไป แต่กลุ่มดังกล่าวยังคงมีพฤติการณ์ลำเลียงยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง และเหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการกำจัดเนื้อร้าย (เจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำผิด) ในหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่เข้าไปมีส่วนรู้เห็นและร่วมขบวนการในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อีกทั้งจะดำเนินการตรวจสอบและยึดทรัพย์กับบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งกระบวนการให้ถึงที่สุด

พ.ต.ต.สุริยาเปิดเผยอีกว่า ปัญหายาเสพติดถือเป็นภัยคุกคามความมั่นคงระดับชาติ แต่สิ่งที่วิกฤตและเป็นอุปสรรคสำคัญในการแก้ไขปัญหามาโดยตลอด คือการที่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐบางกลุ่มใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ผิด ทั้งการสนับสนุน เอื้อประโยชน์ หรือเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการค้ายาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส.จึงกำหนดให้ยุทธการนี้เป็นกลไกหลักในการทำความสะอาดหน่วยงานภาครัฐ โดยสำนักงาน ป.ป.ส.ขอความร่วมมือประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตา หากมีเบาะแสเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐที่มีพฤติการณ์น่าสงสัยเกี่ยวข้องกับยาเสพติด สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 1386 ตลอด 24 ชั่วโมง โดยยืนยันว่าข้อมูลของผู้แจ้งจะถูกเก็บเป็นความลับสูงสุด