อธิบดีอัยการสอบสวนลุยคดีดิไอคอนสำนวน2 หลังอสส.ชี้ขาดฟ้องบอสมิน-บอสแซม

19.02.26 | 18:35 น.

อธิบดีอัยการสอบสวนเดินลุยคดีดิไอคอนสำนวน 2 ต่อ หลัง อสส.ชี้ขาดฟ้องบอสมิน-บอสแซมสำนวนแรกแล้ว “วัชรินทร์” สอบเสร็จเกินครึ่ง เตรียมประชุมดีเอสไอเร่งสอบพยานผู้เสียหายต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ อธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน กล่าวถึงความคืบหน้าในคดีคดีดิไอคอน สำนวนที่ 2 ซึ่งคดีนี้อัยการสูงสุดมีคำสั่งรับเป็นคดีนอกราชอาณาจักรและตั้งให้ดีเอสไอเป็นพนักงานสอบสวน โดยมีอัยการจากสำนักงานการสอบสวนเข้าไปร่วมสอบสวน โดยมีตนเป็นหัวหน้าคณะของอัยการ

คดีดิไอคอนดังกล่าวนี้แบ่งออกเป็นสองกรณีด้วยกันในกรณีที่ผู้เสียหายอยู่ในประเทศไทยและได้มีการโอนเงินในประเทศไทยไปยังดิไอคอนกรุ๊ป ถือว่าเป็นความผิดในราชอาณาจักร

ส่วนกรณีที่ผู้เสียหายอยู่ต่างประเทศและติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางโซเชียลมีเดียและเชื่อถือในตัวแม่ทีมต่างๆ หรือคนชักจูงต่างๆ จึงมีการโอนเงินไปยังดิไอคอนกรุ๊ป กรณีดังกล่าวนี้ทางสำนักงานการสอบสวนโดยตนเองได้นำเสนอสำนวนถึงอัยการสูงสุดคนที่แล้วท่านอัยการสูงสุดเห็นด้วยว่าต้องแบ่งเป็นความผิดทั้งในราชอาณาจักรและนอกราชอาณาจักร

“ท่านอัยการสูงสุดได้มีคำสั่งเป็นสองกรณีสำหรับคดีดิไอคอนกรุ๊ป คือเป็นคดีในราชอาณาจักรซึ่งเป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนดีเอสไอแต่ผู้เดียวในการสอบสวนคดี เมื่อพนักงานสอบสวนดีเอสไอความเห็นทางคดีเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมดเสนอไปยังอัยการสำนักงานคดีพิเศษ ซึ่งอัยการสำนักงานคดีพิเศษมีความเห็นแตกต่างโดยสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาสองรายคือ บอสมินกับบอสแซม เมื่อสำนวนส่งกลับยังอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ปรากฏมีความเห็นแย้งกับอธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ ดังนั้น สำนวนจึงเสนอต่ออัยการสูงสุดเพื่อพิจารณา อัยการสูงสุดท่านปัจจุบันคือนายอิทธิพล แก้วทิพย์ มีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งสองรายตามที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเสนอมา ดังนั้นผู้ต้องหาทั้งสองรายจึงจะต้องถูกฟ้องคดีเป็นคดีความผิดในราชอาณาจักร ซึ่งผู้ต้องหาคนอื่นอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอาญา” นายวัชรินทร์กล่าว

Advertisement

นายวัชรินทร์กล่าวว่า ส่วนในสำนวนที่สองเป็นคดีความผิดนอกราชอาณาจักรซึ่งอัยการสำนักงานการสอบสวนได้ร่วมสอบสวนกับพนักงานสอบสวนดีเอสไอไปบ้างแล้วแต่ต้องรอคำสั่งอัยการสูงสุด

ล่าสุดพอทราบว่า อัยการสูงสุดมีคำสั่งชี้ขาดความเห็นแย้งให้ฟ้อง นายยุรนันท์ ภมรมนตรี หรือบอสแซม และ น.ส.พีชญา วัฒนามนตรี หรือบอสมินแล้ว ทางคดีที่เกิดในราชอาณาจักรซึ่งมีการฟ้องผู้ต้องหาไว้บางส่วนแล้วทางอัยการสำนักงานคดีพิเศษก็จะต้องนำผู้ต้องหาสองคนคือบอสแซมกับบอสมินฟ้องรวมต่อศาลอาญา

แต่ในสำนวนที่ 2 ซึ่งเป็นสำนวนที่อัยการสำนักงานการสอบสวนที่รับผิดชอบกับดีเอสไอ จะเป็นในส่วนผู้เสียหายที่อยู่ต่างประเทศโดยจะมีการสอบสวนร่วมกันเพื่อให้ได้พยานหลักฐานถึงผู้ต้องหาทุกรายดังเช่นคดีที่กระทำความผิดในราชอาณาจักรทั้งหมดโดยจะมีการนัดประชุมกับคณะทำงานของดีเอสไอเร็วๆ นี้ต่อไป

ที่ผ่านมาทางอัยการสอบสวนร่วมกับดีเอสไอทำการสอบสวนพยานเดินหน้าไปได้เกิน 50% แล้วและเมื่ออัยการสูงสุดชี้ขาดให้ฟ้องบอสมินกับบอสแซม ในสำนวนที่ 2 ผู้ต้องหาจะเป็นชุดเดียวกับคดีแรก จะสอบสวนในส่วนการกระทำผิดของทั้ง 2 คนรวมไปด้วย ก่อนหน้านี้จะติดปัญหาว่า ผู้ต้องหาอีกสองคนจะถูกฟ้องดำเนินคดีหรือไม่ ซึ่งขณะนั่นรอคำสั่งจากอัยการสูงสุด อัยการสูงสุดมีคำสั่งให้ฟ้องผู้ต้องหาสองรายดังกล่าวนี้ก็จะทำให้การสอบสวนในคดีนอกราชอาณาจักรง่ายขึ้น

เมื่อมีพยานให้การไปถึงผู้ต้องหาสองรายนี้การสอบสวนที่มีปัญหาในคดีนอกราชอาณาจักรเกิดจากผู้เสียหายอยู่ต่างประเทศ จึงยังสอบพยานผู้เสียหายซึ่งอยู่หลายประเทศ มากกว่า 30 ราย จะต้องมาประชุมกันว่าจะสอบสวนอย่างไร จะต้องเดินทางไปสอบสวนต่างประเทศหรืออาจจะประสานให้กลับมาให้ถ้อยคำในประเทศ

การสอบสวนไม่สามารถที่จะสอบสวนผ่านระบบออนไลน์ได้ จะต้องสอบสวนลงในสำนวน และยังมีประเด็นเรื่องการยื่นขอเงินคืนที่ตัวผู้เสียหายต้องมาให้การต่อพนักงานสอบสวนด้วยตนเอง และคณะพนักงานสอบสวนยังต้องพิจารณาในกฎหมายเรื่องการขอความร่วมมือตาม พ.ร.บ.ความร่วมมือทางอาญาระหว่างประเทศ แต่ขั้นตอนนี้ก็อาจจะใช้ระยะเวลานานเกินไป กำลังพิจารณาและจะมีการประชุมกันในเร็วๆ นี้

หลังจากนี้ก็จะเร่งสอบสวนเพิ่มเติมก็จะดูรายละเอียด ในประเด็นการสอบสวนเพิ่มเติมในส่วนของผู้ต้องหาทั้ง 2 ที่อัยการสูงสุดชี้ขาดด้วย และในส่วนผู้เสียหายเดิมที่เคยให้การไว้ในส่วนผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ซึ่งจะต้องสอบสวนพยานหลักฐานให้สัมพันธ์กับคดีที่ 1 ที่ อัยการคดีพิเศษยื่นฟ้องคดีต่อศาลอาญาไปแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับคดีดิไอคอนสำนวนแรก ที่อัยการยื่นฟ้อง นายวรัตน์พล วรัทย์วรกุล ผู้ต้องหาที่ 1 กับพวกรวม 17 คน ต่อศาลอาญา ศาลนัดสืบพยานโจทก์ปากแรกวันที่ 18 มี.ค.2569 โดยนัดสืบพยานโจทก์ 109 ปาก สืบพยานจำเลย 50 ปาก ซึ่งนักสืบพยานประสุดท้ายวันที่ 21 ส.ค.2569 ก่อนจะนัดฟังคำพิพากษาต่อไป

สำหรับคดีดิไอคอนสำนวนแรก อัยการคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวรัตน์พล วรัทย์วรกุล ผู้ต้องหาที่ 1 กับพวกรวม 17 คน ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันประกอบธุรกิจขายตรง ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงดำเนินกิจการในลักษณะที่เป็นการชักชวนให้บุคคลเข้าร่วมเป็นเครือข่ายในการประกอบธุรกิจโดยตกลงว่าจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนจากการหาผู้เข้าร่วมเครือข่ายดังกล่าวซึ่งคำนวณจากจำนวนผู้เข้าร่วมเครือข่ายที่เพิ่มขึ้นโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย, ร่วมกันประกอบธุรกิจขายตรงโดยไม่ได้รับอนุญาต”

เหตุเกิดระหว่างวันที่ 12 ส.ค.63 ถึงวันที่ 31 ส.ค.67 ใน ท้องที่แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพฯ และหลายท้องที่ทั่วราชอาณาจักรต่อเนื่องกัน คิดเป็นค่าเสียหายรวมประมาณ 649,912,290 บาท
สำหรับผู้ต้องหาทั้ง 17 รายในขณะนั้นที่อัยการคดีพิเศษยื่นฟ้องต่อศาลอาญามีดังนี้ บริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด โดยนายวรัตน์พล วรัทย์วรกุล กรรมการผู้มีอำนาจ ผู้ต้องหาที่ 1, นายวรัตน์พล วรัทย์วรกุล หรือบอสพอล ผู้ต้องหาที่ 2, นายจิระวัฒน์ แสงภักดี หรือบอสแล็ป ผู้ต้องหาที่ 3, นายกลด เศรษฐนันท์ หรือบอสปีเตอร์ ผู้ต้องหาที่ 4, น.ส.ปัญจรัศม์ กนกรักษ์ธนพร หรือบอสปัน ผู้ต้องหาที่ 5, นายฐานานนท์ หิรัญไชยวรรณ หรือบอสหมอเอก ผู้ต้องหาที่ 6, น.ส.นัฐปสรณ์ ฉัตรธนสรณ์ หรือบอสสวย ผู้ต้องหาที่ 7, น.ส.ญาสิกัญจณ์ เอกชิสนุพงศ์ หรือบอสโซดา ผู้ต้องหาที่ 8, นายนันทธรัฐ เชาวนปรีชา หรือบอสโอม ผู้ต้องหาที่ 9, นายธวิณทรภัส ภูพัฒนรินทร์ หรือบอสวิน ผู้ต้องหาที่ 10, น.ส.กนกธร ปูรณะสุคนธ์ หรือบอสแม่หญิง ผู้ต้องหาที่ 11, น.ส.เสาวภา วงษ์สาขา หรือบอสอูมมี ผู้ต้องหาที่ 12, นายเชษฐ์ณภัฏ อภิพัฒนกานต์ หรือบอสทอมมี่ ผู้ต้องหาที่ 13, นายหัสยานนท์ เอกชิสนุพงศ์ หรือบอสป๊อบ ผู้ต้องหาที่ 14, นางวิไลลักษณ์ ยาวิชัย หรือบอสจอย ผู้ต้องหาที่ 15, นายธนะโรจน์ ธิติจริยาวัชร์ หรือบอสออฟ ผู้ต้องหาที่ 16 และนายกันต์ กันตถาวร หรือบอสกันต์ ผู้ต้องหาที่ 19

ส่วนนายยุรนันท์ ภมรมนตรี หรือบอสแซม ผู้ต้องหาที่ 17 และ น.ส.พีชญา วัฒนามนตรี หรือบอสมิน ผู้ต้องหาที่ 18 ทางอัยการคดีพิเศษก็จะนัดวันผู้ต้องหาทั้งสองมายื่นฟ้อง ตามคำชี้ขาดของอัยการสูงสุด ตกเป็นจำเลยต่อศาลต่อไป

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบพบว่าขณะนี้ทางอัยการคดีพิเศษอยู่ระหว่างส่งหมายวันนัด (ยังไม่ระบุวัน) ให้กับผู้ต้องหาทั้งสองมาพบอัยการเพื่อนำตัวยื่นฟ้องต่อศาลต่อไป