อัยการยื่นฟ้อง นานา-เวย์ ไทยเทเนียม กับพวก ข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ปลอมเอกสาร
เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจ 2 ได้นำตัว นางไรบีนา อินทชัย หรือนานา ไรบีนา และนายปริญญา อินทชัย หรือเวย์ ไทยเทเนียม แร็พเปอร์ชื่อดัง มายื่นฟ้องต่อศาลอาญาในคดีฉ้อโกง และร่วมกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ปลอมและใช้เอกสารปลอม
อ่านข่าว
- ‘นานา ไรบีนา’ จนมุม-ตุ๋น195ล. ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
- ตร.ประชุมเข้ม คดี ‘นานา ไรบีนา’ ทนายความจ่อพา ‘เวย์ ไทเทเนียม’ เข้าให้ปากคำบ่ายนี้
- ปอศ. แจ้งข้อหาเพิ่ม ‘เวย์ ไทยเทเนียม-นานา’ เข้าข่าย พ.ร.ก.กู้ยืมฯ-แชร์ลูกโซ่ ยอดเสียหายพุ่ง 170 ล้าน
คำฟ้องสรุปว่า พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจ 2 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นางไรบีนา อินทชัย อายุ 44 ปี นายปริญญา อินทชัย อายุ 44 ปี บริษัท ฟลิกค์ออฟ เดอไรท์ โปรดักส์ชั่น จำกัด โดยนางไรบีนา และบริษัท ไรบีนา 2016 จำกัด โดยนางไรบีนา เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงและร่วมกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ปลอมและใช้เอกสารปลอม
โดยฟ้องโจทก์ระบุว่า ระหว่างเดือนเมษายน 2564-ตุลาคม 2568 จำเลยร่วมกันกระทำการฉ้อโกงและกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม หลอกลวงผู้เสียหายรวม 11 คน ซึ่งเกินกว่า 10 คนขึ้นไปด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ และปกปิดความจริง โดยชักชวนในการกู้ยืมเงินเพื่อนำไปลงทุนธุรกิจปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคล ธุรกิจซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ ธุรกิจเกี่ยวกับบริษัทกีฬา กองทุนสำหรับลงทุนธุรกิจต่างๆ ซื้อหุ้นธุรกิจร้านอาหารต่างประเทศ และซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ โดยตกลงว่าจะจ่ายผลตอบแทนอัตราร้อยละ 4 ร้อยละ 7 ต่อเดือน หรือร้อยละ 40 ของเงินที่กู้ยืมมาลงทุน ซึ่งสูงกว่าดอกเบี้ยทั้งหมดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ ทำให้ผู้เสียหายที่ 1-11 ร่วมลงทุน โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารที่จำเลยทั้ง 4 กับพวกแจ้งมาให้
ทั้งนี้การติดต่อชักชวนผู้เสียหายที่ 1-11 ที่จำเลยทั้ง 4 ชักชวนนั้น เป็นข้อความอันเป็นเท็จ จำเลยทั้ง 4 ไม่มีเจตนานำเงินของผู้เสียหายทั้ง 11 ไปลงทุนตามที่ได้ชักชวน เป็นการนำเงินมาจ่ายหมุนเวียนผู้ลงทุนซึ่งเป็นผู้ให้กู้ยืมด้วยกัน เป็นการปกปิดข้อความจริงที่ควรบอก โดยจำเลยทั้ง 4 มีเจตนาตั้งแต่แรกในการใช้กลอุบายหลอกลวงเงินจากผู้เสียหายทั้ง 11 คน อันเป็นความผิดฐานกันฉ้อโกง และร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ชั้นสอบสวนจำเลยทั้ง 4 ให้การปฏิเสธ คดีนี้มีพฤติการณ์แห่งคดีเป็นการร่วมกันฉ้อโกง และหลอกลวงกู้ยืมเงิน เป็นการฉ้อโกงประชาชน มีความเสียหายมากกว่า 100 ล้านบาท และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายทั้ง 11 คน และบุคคลอื่นเป็นวงกว้าง ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม เพื่อหยุดยั้งไม่ให้เกิดความผิดเช่นนี้อีก จึงขอศาลให้ลงโทษจำเลยทั้ง 4 สถานหนักด้วย หากจำเลยทั้ง 4 ขอยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว โจทก์ขอคัดค้าน ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามกฎหมาย และให้ชดใช้เงินคืนต่อผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 41,683,337 ล้านบาท
ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 46,394,000 บาท ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 28,795,000 บาท ผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 3,550,000 บาท ผู้เสียหายที่ 5 จำนวน 3,150,000 บาท ผู้เสียหายที่ 6 จำนวน 4,364,500 บาท ผู้เสียหายที่ 7 จำนวน 2,970,000 บาท ผู้เสียหายที่ 8 จำนวน 1,500,000 บาท ผู้เสียหายที่ 9 จำนวน 13,951,000 บาท ผู้เสียหายที่ 10 จำนวน 4,000,000 บาท และผู้เสียหายที่ 11 จำนวน 23,684,077 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ผู้เสียหายทั้ง 11 เสียไปจากการฉ้อโกงดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดตามกฎหมายตามต้นเงินผู้เสียหายนับตั้งแต่วันที่กู้ยืมจนกว่าจำเลยทั้ง 4 จะชำระแต่ละคนเสร็จ
ศาลรับไว้เป็นคดีดำที่ อ.508/2569 โดยอัยการได้นำตัวจำเลยมายื่นฟ้องต่อศาล จำเลยทั้ง 2 ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล

